ข่าว

มาตรการขึ้นภาษีป้ายสกัดรถแอลพีจีล่ม

มาตรการขึ้นภาษีป้ายสกัดรถแอลพีจีล่ม

13 ก.ค. 2554

มาตรการขึ้นภาษีป้ายรถแอลพีจี 3 หมื่นบาทต่อคัน ส่อเค้าวืด ติดปัญหาต้องแก้กฎหมายหลายฉบับ พร้อมสั่งผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ประกอบการ 10 ภาคอุตสาหกรรม แจ้งตัวเลขการรับ-จ่ายก๊าซแอลพีจีทุกเดือน ป้องกันการลักลอบนำก๊าซแอลพีจีจากภาคอื่นมาใช้ในอุตสาหกรรม

         นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า การใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคครัวเรือนในขณะนี้มีปริมาณสูงถึง 2.1 แสนตันต่อเดือน รองลงมาคือกลุ่มยานยนต์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปีนับตั้งแต่ปี 2553 ที่มีอัตราการใช้อยู่ที่ 5.5 หมื่นตันต่อเดือน แต่ปีนี้มีการเติบโตสูงขึ้นมาอยู่ที่ 6.3 หมื่นตันต่อเดือน และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกระทรวงพลังงานไม่สามารถควบคุมการใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ได้

          ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานมีแผนที่จะออกเป็นมาตรการควบคุมการใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ด้วยการขึ้นภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์ที่เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นก๊าซแอลพีจี ประมาณ 3 หมื่นบาทต่อคันต่อปี แต่การเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีป้ายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องมีการแก้ไขกฎหมายถึง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก จึงมีความเป็นไปได้ว่าไม่สามารถประกาศใช้มาตรการนี้ได้

          นายวีระพลกล่าวว่า หลังจากที่มีประกาศคำสั่งการปล่อยลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม และการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กรกฎาคมนั้น ผู้ค้าตามมาตรา 7 จะต้องแจ้งปริมาณก๊าซแอลพีจีที่ได้จัดส่งให้แก่ผู้ประกอบการ 10 อุตสาหกรรม รวม 1,000 ราย ที่มีการใช้ถังก๊าซแอลพีจีขนาดใหญ่(เบาซ์) ซึ่งเป็นถังคอมโพสิตที่มีขนาดเบากว่าถังเหล็ก เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องแจ้งปริมาณก๊าซแอลพีจีที่ได้รับจากผู้ค้ามาตรา 7 ไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้มีการตรวจปริมาณก๊าซแอลพีจีทั้งในด้านการรับและการจ่ายว่าตัวเลขทั้ง 2 ด้านนั้นเท่ากันหรือไม่

          ขณะเดียวกัน ยังได้มีมาตรการตรวจสอบว่า มีการลักลอบนำก๊าซแอลพีจีจากภาคส่วนอื่น เช่น สถานีบริการแก๊ส มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ โดยกรมธุรกิจพลังงาน จะมีการตรวจวัดปริมาณการรับ-จ่ายก๊าซแอลพีจีทุกเดือน และจะมีการประเมินภาพรวมทุกๆ รอบ 3 เดือน ที่มีการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งหมด 4 ไตรมาส โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีการใช้ก๊าซแอลพีจีรวมกันประมาณ 6.5 หมื่นตันต่อเดือน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก แก้ว และกระจก ที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้มีการใช้ก๊าซแอลพีจีเพียง 1 หมื่นตันต่อเดือนเท่านั้น จึงถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ทั้งหมด