ชำแหละFTAไทย-อียู:ลักไก่กรอบเจรจา(1)
ชำแหละปม เจรจาการค้า เอฟทีเอ ไทย-อียู เมื่อกระบวนการยกร่างถูกตั้งข้อสงสัย ทำไมไม่นำผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรายงานกลับเข้าไปที่ประชุม ครม. -เอื้อประโยชน์ให้ใคร?
การเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ เอฟทีเอ (Free Trade Area: FTA) ผลพวงจากทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ที่กำลังถูกผลักเป็นกระแสโลก และนับวันกระแสดังกล่าวจะหนักหน่วงรุนแรง จากความพยายามของประเทศอุตสาหกรรมอย่างอเมริกาและยุโรปต่างออกแรงเต็มที่เพื่อเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศกำลังพัฒนา หวังมุ่งสู่อุดมการณ์การค้าเสรี
ในมุมกลับ ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกแม้จะเห็นผลดีของการเปิดเสรีการค้า แต่ผลกระทบที่ติดตามมาก็หนักหน่วงไม่แพ้กันหากไม่มีการเตรียมรับมืออย่างเป็นขั้นเป็นตอน
สำหรับประเทศไทยเอง การเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกาในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้จุดชนวนความขัดแ ย้งของผลประโยชน์ที่ขัดกันของกลุ่มที่ได้ประโยชน์กับเสียประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากเอ็นจีโอ ภาคประชาชน เครือข่ายผู้ติดเชื้อ นักธุรกิจ จนกระทั่งเอฟทีเอไทย-สหรัฐต้องหยุดไปในที่สุด
ช่วงปี 2550-2552อาเซียนและสหภาพยุโรปหรืออียู (European Union: EU) ได้เปิดเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีขึ้น แต่ด้วยข้อติดขัดหลากหลายประการเป็นเหตุให้การเจรจาต้องชะลอออกไป ทางอียูจึงหันมาใช้วิธีเจรจาแบบทวิภาคีแทน โดยพุ่งเป้าไปที่สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม กติกาตาม มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เป็นประเด็นใหญ่ เพราะ มาตรา 190 กำหนดให้ จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
ต่อมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 12 มกราคม 2553 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ประกอบด้วย ผู้แทนจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐ โดยมีนายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง เป็นประธานกรรมการ มีบุคคลอื่นร่วมเป็นกรรมการอีก 15คน และมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร เป็นกรรมการและเลขานุการ
โดยให้มีอำนาจหน้าที่หลักในการรวบรวมข้อมูล ความเห็นทั้งในด้านประโยชน์ที่จะได้รับและข้อกังวลต่างๆ รวมถึงมาตรการรองรับเพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศนำมาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ รวมถึงผลดีผลเสียในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
จากนั้น คณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในเรื่องการจัดทำความตกลการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ขึ้น จำนวน 4คณะ ได้แก่ ภาคเกษตร, ภาคประชาสังคม, ภาคเอกชน และภาครัฐ ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจบสิ้นไปเมื่อเดือนกันยายน 2553และมีรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นออกมา และคณะกรรมการฯ ได้เสนอข้อเสนอแนะจากการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนรวมอยู่ด้วย
วันที่ 15ธันวาคม 2553นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำเสนอร่างกรอบการเจรจาต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ในตอนนั้นคณะอนุกรรมการฯ มีมติให้ปรับปรุงถ้อยคำร่างกรอบการเจรจาให้มีความชัดเจนมากขึ้น
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการ เอฟทีเอ เปิดเผยว่า ร่างกรอบเจรจาการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ขณะนี้ได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธาน กนศ. ได้เห็นชอบแล้วเช่นกัน
“รายงานผลรับฟังความคิดและร่างกรอบเจรจาถูกเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีการขยับเข้า ที่ประชุม ครม. แต่อย่างใด เป็นเหตุให้นายอลงกรณ์ต้องนำร่างกรอบเจรจาเสนอเข้าคณะอนุกรรมการ เอฟทีเอแทน โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี”
หากดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ขั้นตอนดังกล่าวมี จุดที่น่าสังเกต 2 ประเด็น หนึ่งคือตัวกระบวนการ และสองคือเนื้อหาในร่างกรอบเจรจา
และหากย้อนกลับไปดูตัวมติ ครม. จะพบถ้อยคำว่า ‘...รวมถึงผลดีผลเสียในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ’
ทว่า กระทั่งปัจจุบันนี้ รายงานผลการรับฟังความคิดฉบับดังกล่าวก็ยังไม่ถูกเสนอกลับเข้าสู่ ที่ประชุม ครม. แต่อย่างใด เมื่อสอบถามไปยัง สำนักอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งได้แจ้งว่า ไม่มีการนำรายงานผลการรับฟังเข้าที่ประชุมครม. แต่จะนำมาประกอบการร่างกรอบเจรจาให้มีความสอดคล้องกับผลรับฟังความคิดเห็น หลังจากนั้นจึงค่อยนำร่างดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อนำเสนอต่อสภาเป็นขั้นตอนต่อไป
“จักรชัย โฉมทองดี”หนึ่งในคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ร่างกรอบเจรจา ถูกยกร่างขึ้นโดยที่ผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนยังไม่ถูกรายงานกลับเข้าไปที่ประชุม ครม.
“ร่างกรอบเจรจานี้ถูกส่งเข้าคณะอนุกรรม เอฟทีเอตั้งแต่ผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนยังค้างอยู่ที่ห้องรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อ ครม. สั่งให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผลของการรับฟังความคิดเห็นก็เอากลับไปรายงาน ครม. แล้วเอาความคิดเห็นนั้นมาเป็นกรอบในการยกร่าง
“แต่ปรากฏว่าร่างกรอบเจรจาถูกยกขึ้นมาก่อนที่รายงานผลความคิดเห็นจะถูกรับรองโดย ครม. เราจึงมองว่าผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะถูกในมาใส่ไว้ในร่างกรอบเจรจามากน้อยแค่ไหน ไม่มีหลักประกันอะไรเลย ไม่มีการรองรับเชิงกลไกเลย เป็นเพียงแค่อาจจะไปหยิบผลการรับฟังที่ยังไม่ได้รับคำรับรองจาก ครม. หรือถูกสั่งมาว่าให้เอาเรื่องนี้ไปพิจารณา ซึ่งอาจแค่มาร่วมรับฟังความคิดเห็น แล้วฟังใครพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็เอามาใส่ไว้ด้วย เพราะฉะนั้นมันอาจจะสะท้อนหรือไม่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนก็ได้”
ประเด็นนี้ อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190วรรค 3ที่บัญญัติว่า
‘ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย’
จักรชัย ชี้ ประเด็นว่า “เมื่อครั้งที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้มีการให้ข้อมูลหรือว่ากรอบตัวนี้ไปรับฟังด้วย แค่ไปบอกว่าไทยจะเจรจากับยุโรปแล้วประชาชนห่วงอะไร เพราะฉะนั้นถ้าดูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ซึ่งก็คือร่างกรอบการเจรจาหรือเอกสารอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับร่างกรอบการเจรจาไปชี้แจงให้ประชาชนรับทราบและรับฟังความคิดเห็น แต่ไม่เคยเกิดขึ้น”
ประเด็นนี้จะเป็นการตีความมติ ครม. ของกระทรวงพาณิชย์ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเสนอรายงานผลรับฟังความคิดเห็นกลับเข้าไปหรือไม่ กระทรวงฯ คงต้องเป็นผู้ตอบ อย่างไรก็ตาม จักรชัย เปิดเผยว่า ในระหว่างการประชุมเขาได้ท้วงติงว่า หากกระทรวงพาณิชย์นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปจัดทำร่างกรอบเจรจาโดยไม่นำเสนอ ครม. ก่อน ทางกระทรวงก็ควรนำร่างกรอบการเจรจานั้นกลับมาให้ทางคณะกรรมการฯ พิจารณาก่อนเสนอ ครม.
เนื้อหาของร่างกรอบเจรจาก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าตั้งคำถาม เพราะหากเปรียบเทียบร่างกรอบเจรจาฯ กับรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นจะพบว่า มีประเด็นสำคัญบางประเด็นจากเวทีรับฟังความคิดเห็นไม่ได้สะท้อนอยู่ในร่างกรอบเจรจาฯ เช่น ในด้านการลงทุนมีข้อเสนอจากคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นฯ ระบุว่า
‘ไม่ให้นำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ และระมัดระวังไม่ควรให้มีข้อบทการลงทุนและข้อบทอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านการคุ้มครองการลงทุนที่จะจำกัดอำนาจของรัฐในการออกระเบียบและกฎหมายที่จะกระทบต่อสิทธิของนักลงทุนและการลงทุน และที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องรัฐโดยเอกชน’
ขณะที่ในร่างกรอบเจรจาฯ ระบุว่า
‘เปิดโอกาสให้สามารถใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับข้อพิพาท และผลักดันให้มีกลไกหารือเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการลงทุนเฉพาะเรื่อง’
ข้อความนี้เปิดช่องให้ตีความได้ว่าสามารถใช้กระบวนการอนุญาโตฯ กับทุกเรื่องได้ หรือไม่
จักรชัย อธิบายถึงข้อห่วงกังวลที่ต้องห้ามนำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการว่า
“การบริการสาธารณะบางอย่างหรือเรื่องที่เกี่ยวกับฐานทรัพยากรมีความละเอียดอ่อน รัฐควรมีอำนาจอธิปไตยที่ขึ้นต่อประชาชนที่สามารถบริหารจัดการได้ ถ้าเปิดให้ไปเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการ หมายความว่าบริษัทเอกชนต่างชาติสามารถฟ้องร้องรัฐไทย แล้วนำเรื่องเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการที่อยู่ภายนอกอธิปไตยหรือกฎหมายของรัฐไทย ตรงนี้มีความสุ่มเสี่ยงต่อความสามารถในการบริหารจัดการด้านฐานทรัพยากร ความมั่นคงในบริการสาธารณะ เพราะที่ผ่านมาเรารู้สึกเหมือนรัฐไม่กล้าดำเนินนโยบายบางอย่างเพราะกลัวจะถูกบริษัทเอกชนต่างชาติฟ้อง แล้วเวลาพิจารณาเขาไม่ได้ใช้กฎหมายไทย แต่ใช้ตัวสัญญาในการตัดสิน”
อาจเกิดข้อสงสัยได้ว่า จะอย่างไรก็เป็นแค่ร่างกรอบการเจรจาฯ เท่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่เนื้อหาจะเป็นแค่กรอบกว้างๆ ที่ยังไม่ลงรายละเอียด ดังนั้น จึงยังไม่ต้องวิตกกังวล ทว่า โดยหลักการการเจรจาแล้วจะต้องกำหนดกรอบกว้างๆ และสะท้อนหลักการสำคัญว่าประเด็นใดจะเจรจาและประเด็นใดไม่เจรจาซึ่งถือเป็นหลักสากล อีกทั้งการระบุหลักการสำคัญในร่างกรอบเจรจายังสามารถใช้ภาษาที่ยืดหยุ่นได้อีก
แต่ปรากฏว่าร่างกรอบเจรจาฯ ฉบับกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีข้อห่วงกังวลสำคัญของคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นฯ ปรากฏอยู่ในร่าง เป็นข้อห่วงกังวลในตัวสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหวด้านสังคมสูง
สินค้าที่ว่าคืออะไร เหตุใดจึงควรสะท้อนความกังวลข้อนี้ลงในร่างกรอบเจรจา...
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
...........
(หมายเหตุ : ที่มา : ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ)



