
ห่วงธุรกิจเล็งเจ๊งเกินครึ่งรับค่าแรงเพิ่ม
เอกชนห่วงขึ้นค่าแรงตามนโยบายเพื่อไทย เอสเอ็มอีแบกต้นทุนไม่ไหวอาจต้องปิดกิจการถึง 50% โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ชี้ผลกระทบแรงงานต่างด้าวไหลทะลักเข้าไทยอีกนับล้าน มองส่งออกไตรมาส 3 ชะลอตัว
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนายการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากนโยบายเพิ่มค้าจ้างแรงงานทั้งค่าแรงขั้นต่ำ และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท จะส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 28% กระทบต่อต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 3.88% แบ่งเป็นต้นทุนค่าจ้างภาคการผลิตเพิ่ม 31.52% ทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 2.34% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม ยาสูบ รองลงมาเป็นกลุ่มสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย กระดาษการพิมพ์ เป็นต้น ส่วนภาคบริการจะมีค่าจ้างเพิ่มขึ้น 26.51% ต้นทุนรวมจะเพิ่ม 5.78%
ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินนโบายนี้ทันทีจะเกิดการช็อกทั้งระบบ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนถึง 99.5% จะได้รับผลกระทบรุนแรงถึงปิดกิจการกว่า 50% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่คาดว่าจะประคองตัวไปได้ ดังนั้น ทางออกของรัฐบาลคือ การทยอยมาตรการปรับเงินเดือนออกไปให้ภาคธุรกิจที่มีความพร้อมก่อนค่อยๆ ปรับขึ้นค่าจ้าง เช่น ธุรกิจรายใหญ่ กลุ่มอุตสาหกรรมบางส่วนที่มีศักยภาพ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และอาหารบางส่วน หรือปรับขึ้นในภูมิภาคที่พร้อม
นอกจากนี้ การขึ้นค่าแรงปริญญาตรีจะเพิ่มจากฐานเดิมประมาณ 36% ดังนั้น หากขึ้นในส่วนนี้ก็ต้องขึ้นค่าแรงพนักงานเดิมอีกด้วยประมาณ 5-10% หากรวมในส่วนนี้ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง เช่น ประมง เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร รัฐบาลจะต้องหามาตรการมาช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่จะตามมาอีกคือ จะมีอุตสาหกรรมบางส่วนหันไปใช้แรงงานต่างด้าวที่ในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 5 ล้านคนและจากนโยบายขึ้นค่าแรงจะทำให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคน เนื่องจากค่าจ้างต่ำกว่าแรงงานไทยถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้แรงงานไทยอาจตกงานเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน รวมทั้งยังจะมีอุตสาหกรรมไทยบางส่วนย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้าน และนักลงทุนต่างชาติอาจเบนเข็มไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากค่าจ้างแรงงานเป็นต้นทุนอันดับ 1 ของการผลิต ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะต้องเพิ่มสิทธิพิเศษการลงทุนอื่นๆ เช่นการลดภาษี
สำหรับการส่งออกไทยไตรมาส 3 ปี 2554 คาดว่าจะมีทิศทางชะลอลง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงช่วงไตรมาส 4 ของปี โดยปัจจัยที่ทำให้การส่งออกครึ่งปีหลังชะลอตัวลง เนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ทิศทางราคาน้ำมันดิบและราคาพลังงานจะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ส่งออกไทย รวมถึงทิศทางค่าแรงงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามการส่งออกไทยยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นและการค้าในกลุ่มอาเซียนยังขยายตัวได้ดี พร้อมขอให้รัฐบาลใหม่ดูแลค่าเงินบาทให้เป็นไปตามกลไกตลาด



