
ปฏิรูปกองทัพอย่างเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน
บรรยากาศการเมืองในวันนี้ก็มีเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกอยู่ ตรงที่ในด้านหนึ่งเราเห็นถึงการเข้ามามีบทบาททางการเมืองของทหารมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระแสต้านทหารอยู่มากมาย
ไม่รวมทั้งการโหวตสวนคำสั่ง หรือความมุ่งหวังของผู้บังคับบัญชา ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ผมรู้สึกว่าเราควรคุยเรื่องการปฏิรูปกองทัพอย่างเปิดเผย และสร้างสรรค์ โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าเรายืนคนละข้างกับทหารเสมอไป
อยากจะขอย้อนไปในอดีตสักนิด อย่างน้อยคนรุ่นที่โตมาหลังเดือนตุลาอย่างผม สิ่งที่เรามีประสบการณ์โดยตรงคงจะเป็นเรื่องของเหตุการณ์การรัฐประหารโดย รสช. และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ผมจำได้ว่าเหตุการณ์หลังจากนั้นคือความรู้สึกและแรงผลักดันให้ทหารนั้น "กลับเข้ากรมกอง" หรือแอบหวังว่า "ทหารของป๋า" จะออกมาช่วย ตอนที่ย้ายการชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังการปราบใหญ่ที่ราชดำเนิน
คิดได้เท่านั้นจริงๆ คิดได้แค่ว่าจะคุมทหารอย่างไร หรือคิดว่าจะมีทหารกี่กลุ่มคานอำนาจกัน หรือคิดว่าพลเรือนจะคุมทหารอย่างไร อาทิ การมี รมต.กลาโหมที่เป็นพลเรือนอย่างคุณชวน หรือมีทหารสายกลางๆ อะไรทำนองนี้
มาวันนี้ผมคิดว่าโจทย์ในเรื่องการปฏิรูปกองทัพนั้นเปลี่ยนไปมาก และบางส่วนก็ยังน่าจะต้องพิจารณาเช่นกัน
หนึ่ง ผมคิดว่าการปฏิรูปกองทัพเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญ เราไม่ได้พูดเรื่องนี้กันมานับตั้งแต่การปฏิรูปการเมืองครั้งแรกในปี 2540
แต่ทั้งนี้การปฏิรูปกองทัพนั้นจะต้องอยู่ในลักษณะที่ทหารนั้นริเริ่มที่จะถอยเองอย่างเป็นระบบด้วย เหมือนกับยุคพลเอกเปรมเรืองอำนาจช่วง 23-31 หรือว่านี่คือความผิดพลาดขนานใหญ่สุดของนักวิชาการไทยที่เชื่อว่ามีการถอยของทหารจากการเมืองจริง?)
แน่นอนว่าการทำให้ทหารถอยออกจากการเมืองนั้นต้องอาศัยเวลา แต่สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการปฏิรูป เพราะทำให้การปฏิรูปนั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจ และเต็มไปด้วยสติและความเห็นชอบ มากกว่าความรู้สึกของการหวาดกลัวและไม่ไว้ใจกัน
คำถามคือวันนี้จากบทสัมภาษณ์ของทหารนั้น มีความเข้าใจและยอมรับการเลือกตั้งจากฐานความเข้าใจแค่ไหน เมื่อเทียบกับยุค 66/23 ทหารมีความเข้าใจไหมว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นหนทางในการแก้ปัญหาความยากจนและความไม่เป็นธรรมของประชาชน
สอง การปฏิรูปกองทัพไม่ใช่การให้ทหารกลับเข้ากรมกอง แต่หมายถึงการกำหนดภารกิจของทหารและการกำหนดมิติเรื่องความมั่นคงของประเทศใหม่ทั้งระบบ
ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนและตกลงร่วมกันว่าภัยความมั่นคงและศัตรูของประเทศคืออะไร ตราบนั้นทหารก็จะเข้ามามีบทบาทในเชิงรุกต่อระบบการเมืองประชาธิปไตย ไม่ว่าจะผ่านเรื่องของการกำหนดภัยความมั่นคงภายใน ภัยพิบัติ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (เพื่อนบ้าน) และสิ่งใหม่ๆ ที่เรียกว่า ความมั่นคงของมนุษย์ (ซึ่งมีที่มาจากการที่รัฐนั้นอาจจะนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของประชาชน
รวมทั้งการตั้งคำถามถึงเรื่องของการซื้ออาวุธต่างๆ ไม่ใช่แค่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะแน่นอนว่าทหารนั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงแน่นอน แต่จะต้องมีมิติเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย อาทิ การซื้ออาวุธกับมหาอำนาจนั้นย่อมจำเป็นเพราะว่าจะมีผลต่อการกำหนดท่าทีของมหาอำนาจต่อบ้านเรา ไม่ว่าจีน รัสเซีย อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เพราะว่าเมื่อมีความขัดแย้งกับประเทศอื่นนั้น อาวุธไม่ใช่จุดชี้ขาด แต่เป็นเกมการเมืองระหว่างประเทศมากกว่า
สาม การปฏิรูปกองทัพหมายรวมถึงการสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนในกองทัพในเรื่องของการโยกย้าย และสร้างความเป็นธรรมให้คนทั้งประเทศในการได้คนที่มีวิสัยทัศน์เป็นผู้นำกองทัพ
ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะในระดับผู้บัญชาการนั้น ย่อมถูกกำหนดความเหมาะสมผ่านการตั้งคณะกรรมการที่มีหลายภาคส่วนของสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีการให้เสนอวิสัยทัศน์ต่อกรรมการ และอาจจะรวมถึงสาธารณะเช่นกัน อย่างน้อยให้เหมือนกับโครงสร้างของการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจเป็นต้น
สุดท้าย การศึกษาของกองทัพสำหรับคนรุ่นต่อไปนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงและเกี่ยวข้องกับสังคมมากขึ้น ไม่ใช่แค่เชิญคนไปสอนในโรงเรียนทหาร แต่ต้องให้ทหารออกมาเรียนในสังคมมากขึ้น
ผมยืนยันครับว่า กองทัพสำคัญต่อประเทศและควรจะมีการปฏิรูปที่ได้รับความเห็นชอบจากกองทัพเอง เพื่อให้การจัดความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับระบอบประชาธิปไตยนั้นมีความยั่งยืนครับ



