
เร่งรัดคดี...ชน"หมอมุก"พยายามฆ่าหรือแค่ทำร้าย?
เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้วที่ตำรวจ สน.พญาไท ใช้ความพยายามในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดคนร้าย ซึ่งก่อเหตุขับรถชน พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดคดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ซึ่งรับผิดชอบควบคุมการสอบสวนคดีดังกล่าว ยืนยันว่า ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ตำรวจน่าจะสามารถแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุขับรถชน พ.ต.พญ.หทัยพร ได้
"ภายในสัปดาห์นี้จะเชิญ พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดาของหมอมุก เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเพิ่มเป็นครั้งที่ 3 ในครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่วิศวกรรมจราจรนำภาพกราฟฟิกและการจำลองภาพถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุมาให้ พญ.พรรณกร ดูเพื่อยืนยันว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ ซึ่งหลักฐานส่วนนี้จะนำไปใช้ประกอบสำนวนเพื่อพิจารณาแจ้งข้อหาดำเนินคดีผู้กระทำผิดด้วย" พล.ต.ต.อำนวย ระบุ
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.อำนวย ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเร่งรัดการทำคดี รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าการทำสำนวนสอบสวน ภายหลัง พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น ผอ.กองกลางสำนักปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย นำบุตรสาวเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การประชุมเร่งรัดทำคดีใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปสำนวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับใครได้
พล.ต.ต.อำนวย บอกภายหลังการประชุมพนักงานสอบสวนเพียงว่า พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อแจ้งข้อหาดำเนินคดีผู้ที่ขับรถชน พ.ต.พญ.หทัยพร ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดในข้อหาใดระหว่างพยายามฆ่าผู้อื่นหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการที่จะแจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานความผิดใดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
ขณะที่แหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดี เปิดเผยว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งจากการสอบปากคำพยานแวดล้อม และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้จัดส่งผลการตรวจสอบบางส่วนให้ พ.ต.ท.โชติ สุวรรณจุณีย์ รองผกก.สส.สน.พญาไทแล้ว เชื่อได้ว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ น่าจะเป็นผู้ขับรถยนต์นิสสัน รุ่นนีโอ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน วค1355 กรุงเทพมหานคร ชนหมอมุก จนบาดเจ็บสาหัสจริงอย่างที่ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอ้าง แต่ที่พนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อกล่าวหานั้นเนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงพฤติการณ์การก่อเหตุว่าเข้าข่ายความผิดข้อหาใดระหว่างพยายามฆ่ากับทำร้ายผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัส
"จากการสอบปากคำ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภรรยา และบุตรสาว ต่างยืนยันตรงกันว่าขณะเกิดเหตุ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ขณะที่พยานแวดล้อมก็ให้การสอดคล้องกัน ตลอดจนภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด หลักฐานการใช้จ่ายบัตรเครดิต รวมถึงหลักฐานการใช้โทรศัพท์ ก็ยืนยันได้ว่าขณะเกิดเหตุ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในที่เกิดเหตุอย่างแน่นอน จึงเพียงพอที่จะเชื่อว่าน่าจะเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่ที่ยังไม่แจ้งข้อหาดำเนินคดีก็เพราะต้องพิจารณาพฤติการณ์การก่อเหตุว่าเข้าข่ายความผิดใดระหว่างพยายามฆ่า หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งทั้งสองข้อหาจะมีอัตราโทษที่แตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ" แหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดี กล่าว
แหล่งข่าวรายเดิม ระบุอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้นอกจากพนักงานสอบสวนจะเชิญตัว พญ.พรรณกร เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว จะประสานขอข้อมูลการรักษาอาการของ พ.ต.พญ.หทัยพร จาก พ.อ.นพ.แสกสรรค์ ชายทวีป แพทย์นิติเวช กองอุบัติเหตุ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมทั้งต้องสอบปากคำนายแพทย์ท่านนี้ในประเด็นลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร หากไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตหรือไม่ หรือมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนหรือไม่ รวมถึงระยะเวลาในการรักษาใช้เวลานานเท่าใด เพื่อนำไปใช้ประกอบสำนวนคดีและพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำความผิด
ส่วนทางด้าน พญ.พรรณกร นั้น พนักงานสอบสวน จะสอบปากคำถึงรายละเอียดในเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ทำภาพจำลองเหตุการณ์ ระบุตำแหน่งบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด รวมถึงความเร็วของรถยนต์ที่พุ่งเข้าชน พ.ต.พญ.หทัยพร เพื่อให้ พญ.พรรกร ซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดได้ยืนยันว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนดังกล่าวแล้วแหล่งข่าวรายนี้เชื่อว่าน่าจะเพียงพอที่สรุปสำนวนการสอบสวนและแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอสอบปากคำ พ.ต.พญ.หทัยพร ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาอาการบาดเจ็บในโรงพยาบาล



