
DSIเผยขโมยเอกสารม.อีสานไม่กระทบคดี
ดีเอสไอเผยขโมยเอกสารการเงิน ม.อีสานไม่กระทบคดีปลอมใบป.บัณฑิต รอรัฐบาลใหม่ตั้งบอร์ด กคพ.พิจารณารับโอนเป็นคดีพิเศษ ไชยยศ ชี้ 13-14 ก.ค. ตัดสิน ม.อีสานและคณะกรรมการควบคุมอยู่หรือไป
(11ก.ค.) นายนพดล รัตนเสถียร ผอ.ส่วนคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม 2 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)กล่าวถึงกรณีมหาวิทยาลัยอีสาน จ.ขอนแก่น ถูกงัดขโมยเอกสารสำคัญทางการเงินของนักศึกษาหลักสูตรใบประกาศนียบัตรบัณฑิต(ป.บัณฑิต)ว่า ในส่วนของดีเอสไอกรณีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบกับการเข้าไปตรวจสอบทุจริตการออกใบป.บัณฑิตโดยไม่ชอบ เพราะแม้ดีเอสไอจะยังไม่ได้เข้าไปตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับงบการเงินและการบริหารงานภายในม.อีสาน แต่การปลอมใบ ป.บัณฑิต สามารถตรวจสอบได้จากการจ่ายค่าเล่าเรียนของนักศึกษา ซึ่งนักศึกษา 1 คนจะมีค่าเทอมคนละ 40,000 บาท ซึ่งกรณีม.อีสานมีนักศึกษา 1,300 คน ค่าเล่าเรียนทั้งหมดจะต้องเข้าบัญชีเงินฝากของมหาวิทยาลัย หากตรวจสอบไปที่สถาบันการเงินพบว่าเงินค่าเทอมไม่ตรงตามจำนวนก็จะเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนการเคลื่อนไหวของเงินในกองทุนอื่นๆ รวม 7 กองทุนก็ยังสามารถตรวจสอบได้จากสถาบันการเงินเช่นกัน
นายนพดล กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเสนอให้กรณีการปลอมใบป.บัณฑิตเป็นคดีพิเศษนั้น ยังไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะแล้วเสร็จ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีความเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะมีการประชุมรับโอนคดีพิเศษในช่วงนี้ จึงต้องการให้ดีเอสไอรอจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่และคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)ชุดใหม่ เข้ามาพิจารณาคดีพิเศษ เบื้องต้นคาดว่าต้องรอเวลาอีกกว่า 1 เดือน
ไชยยศชี้13-14ก.ค.ตัดสิน ม.อีสานและกก.ควบคุมอยู่หรือไป
ที่ห้องประชุมสิริคุณากร 6 อาคารสิริคุณากร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จ.ขอนแก่น นายไชยยศ จิรเมธากร รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานการประชุมหารือร่วม 4 ฝ่าย เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการซื้อขายใบประกาศนียบัตรวิชาชีพทางการศึกษา (ป.บัณฑิต) ของมหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) โดยมี ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ.ในฐานะคณะกรรมการควบคุมการดำเนินงาน มอส. นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา รศ.ดร.สุมนต์ สกลไชย อธิการบดี มอส. และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ สกอ.เข้าร่วม
นายไชยยศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมในวันนี้ทางคณะกรรมการควบคุมก็ได้รายงานความคืบหน้าเข้ามาถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่กรรมการควบคุมถูกคุกคามด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การงัดโต๊ะทำงาน เอกสารหายหลายครั้ง ทั้งที่แจ้งความและไม่ได้แจ้งความ และปัญหาในการส่งมอบเอกสารทางการเงินทั้งหลายที่เป็นปัญหายังไม่ได้รับความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมทั้งปัญหาเรื่องของการจัดการเก็บฐานข้อมูลต่างๆไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่ทาง สกอ. กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการศึกษา มาตรฐานการเงิน
ในวันนี้ได้ให้ทางคณะกรรมการควบคุมทั้ง 14 คน ดำเนินการหาบทสรุปใน 3 ข้อ คือ 1.ตัดสิน ม.อีสานไม่มีความผิดและดำเนินการคืนอำนาจการบริหารให้กับคณะผู้บริหารชุดเดิมต่อไป 2.หากทำผิดจริงจะดำเนินการเยียวยาอย่างไร และข้อสุดท้ายหากผิดจริงจะเพิกถอนใบอนุญาตหรือไม่ โดยจะนำมาสรุปในวันที่ 13 ก.ค. นี้ และหากยังไม่มีบทสรุปใดๆอีก ก็จะมีการนัดการประชุมในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อไป แต่ขณะเดียวกันในวันที่ 14 ก.ค. ทางคณะกรรมการอุทธรณ์จะรับพิจารณาการยื่นอุทธรณ์จากผู้รับใบอนุญาตคัดค้านการตั้งคณะกรรมการควบคุม ดังนั้นข้อสรุปในวันที่ 13 ก.ค. ก็ต้องรอผลในวันที่ 14 ก.ค.ว่าทางศาลอุทธรณ์รับหรือไม่ เพราะถ้ารับก็แปลว่า คณะกรรมการควบคุมก็จะถูกสลายไปโดยปริยาย แต่ถ้าไม่รับก็ต้องมาดำเนินการตามข้อสรุปในวันที่ 13 ก.ค. และบทสรุปนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นวันที่ตัดสินคือวันที่ 13-14 ก.ค. นี้
"ส่วนในเรื่องที่เปลี่ยนคณะรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้หลายคนกังวลว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้รับการสานต่อจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ คิดว่ารัฐมนตรีชุดใหม่ก็ต้องเข้ามาดูเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน แต่ตัวแปรอีกเรื่องหนึ่งคือทาง กกต.มีมติรับรอง ส.ส. เกิน 95 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้ารับรองในวัน 12 ก.ค. 54 ก็แปลว่าสภาก็จะเปิดได้เร็วและเมื่อสภาเปิดได้เร็วตั้งประธานสภา ตั้งนายกรัฐมนตรีได้เร็ว วาระการทำงานของผมก็จบไป แต่คาดว่ายังคงไม่ใช่ในเวลานี้ " นายไชยยศกล่าว
ทางด้าน รศ.ดร.สุมนต์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการเยียวยานักศึกษา ม.อีสาน ว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ผู้บริหารฝ่ายเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับกฏกติกาต่างๆ แต่เมื่อความผิดพลาดที่ผ่านมาจากการจัดการศึกษานอกที่ตั้งของ ม.อีสานเอง กฏกระทรวงก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ว่าการจัดการที่ผ่านมาของทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ขออนุญาต พอมาแก้ไขปัญหาความผิดพลาดที่มีอยู่มากจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำตามกฏหมาย จำเป็นต้องสร้างมาตรการเพื่อสร้างการยอมรับต่อสาธารณะชนที่มีต่อบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสาน เนื่องจากชื่อเสียงของบัณฑิตทั้งที่จบไปแล้วและยังไม่จบได้รับความเสียหายหมด
“ผมพยายามกู้ภาพลักษณ์ของบัณฑิตที่เสียไป คือต้องให้สาธารณะชนมั่นใจในเรื่องของคุณภาพ ต้องเสนอมาตรการที่แน่ใจว่ามีการการกลั่นกรองตรวจสอบคุณภาพได้เป็นอย่างดี ว่ามีการเรียนจริง สอบจริง ฝึกงานครบ คณะกรรมการที่มาตรวจสอบก็มาจากภายนอก ดังนั้นเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข และจากการตรวจสอบผู้ได้รับวุฒิ 2 พันคน มีนักศึกษาที่เรียนจริงจบจริง 2 คน ก็จะมีการเสนอให้จบการศึกษาจากสภามหาวิทยาลัย ไม่ได้ทำงานล่าช้าแต่ปัญหามีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการสกัดกั้นการทำงาน ไม่ว่าจะมีการงัดห้องขโมยของในห้องทำงาน ทำลายเอกสาร และผู้บริหารของผม 4-5 คนได้ถูกคุกคามทางอ้อม เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดในวงการศึกษา” รศ.ดร.สุมนต์กล่าว



