
จับตาทิศทางความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ภายใต้รัฐบาลใหม่ นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ จะเป็นไปในทิศทางไหน และการดำเนินนโยบายกับประเทศเพื่อนบ้านจะดีขึ้นกว่ารัฐบาลเดิมหรือไม่ เป็นประเด็นที่สังคมต่างตั้งคำถามเพื่อขอคำตอบที่ชัดเจน
เนื่องจากในระยะผ่านมา เส้นกราฟความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชามีแต่รูดร่วงอย่างต่อเนื่องจนเกือบดิ่งลงเหวนรก อันเป็นผลพวงต่อเนื่องการเจรจาและความร่วมมือเรื่องสำคัญๆ อย่างกรณีปราสาทพระวิหาร และข้อพิพาทตามแนวชายแดน 2 ประเทศ
เพียงชั่วข้ามคืนนับตั้งแต่รู้ผลการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยคว้าชัยชนะได้จัดตั้งรัฐบาล หลายฝ่ายอาจเบาใจได้บ้าง เมื่อกัมพูชามีท่าทีสนองตอบเป็นบวกต่อรัฐบาลใหม่ เริ่มตั้งแต่ นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้แสดงความยินดีผ่านสื่อมายังพรรคเพื่อไทยที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ต่อมาสมเด็จฮุน เซน ก็ได้ส่งหนังสือแสดงความยินดีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และมองว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะเข้าสู่ยุคความร่วมมือกันมากขึ้น
ในเมื่อไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพี่ชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แสนแนบแน่นกับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา
หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมาในราวปี 2532 ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะลงเล่นการเมืองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ไปทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือและการสื่อสารในประเทศกัมพูชาในชื่อ “บริษัทไอบีซีแคมโบเดีย” ดำเนินการโดยกลุ่ม “ชินวัตร” สามารถทำสัญญาผูกขาดคลื่นสัญญาณ ผูกขาดเครื่องโทรศัพท์และได้สัมปทานโทรทัศน์และวิทยุ เป็นเวลานานถึง 99 ปี
ประเด็นนี้ จึงกลายเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายต่อรัฐบาลใหม่ ในการสร้างความชัดเจนให้ประชาชน โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงระมัดระวังที่จะนำตัวบุคคลทางการเมืองมามีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ขณะที่งานด้านต่างประเทศยังมีเรื่องละเอียดอ่อน ที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อทันที ตั้งแต่เรื่องการพิจารณารับคณะผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซียมาประจำการในพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา ซึ่งเดิมกองทัพมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ตกลงใดๆ จนกว่าจะมีการถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน โดยเป็นที่รู้กันว่า แม้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกองทัพ แต่สำหรับเรื่องนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน จึงเป็นที่จับตามองว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะดำเนินในเรื่องนี้ต่ออย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจามรดกโลกฝ่ายไทย ประกาศถอนตัวออกจากเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก ปี 1972 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 35 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคงต้องติดตามดูการตัดสินใจของรัฐบาลใหม่ว่า จะมีหนังสือเป็นลายลักษณ์ไปบอกเลิกการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ หรือจะพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร
ที่สำคัญ ยังมีเรื่องที่กัมพูชาร้องต่อศาลโลก กรณีออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวปราสาทพระวิหาร ซึ่งผลจะออกมาอย่างไร รอลุ้นในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ แม้ผลจะออกมาหัวหรือก้อย รัฐบาลใหม่คงไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ เนื่องจากการสู้คดีต่อกรณีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยแนวโน้มผลคำวินิจฉัยของศาลโลกมีได้ 3 แนวทางคือ ศาลโลกอนุมัติให้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หรือยกคำร้องของกัมพูชา หรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไทยกับกัมพูชาจะมีภารกิจร่วมกัน
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลใหม่ จะสะสางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร รวมทั้งจะดำเนินการสู้คดีต่อในกรณีที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความเพิ่มเติมในเรื่องอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ด้วยวิธีการไหนที่จะรักษาและปกป้องอธิปไตยของไทยไว้ได้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากบรรยากาศความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชาในตอนนี้ มีโอกาสดีขึ้นตามลำดับ หากแต่การประนีประนอมระหว่างรัฐบาลใหม่กับรัฐบาลฮุน เซน จะถูกจับตามองทุกย่างก้าว ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความโปร่งใส เพื่อให้ความริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชาก้าวหน้าต่อไปได้
นันทิดา พวงทอง



