ข่าว

รัฐบาล-คิดสั้นนิรโทษกรรมการเมือง

รัฐบาล-คิดสั้นนิรโทษกรรมการเมือง

23 เม.ย. 2552

การออกมาส่งสัญญาณของ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เปิดทางให้ทุกพรรคการเมืองเสนอประเด็นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แถมยังเปิดทางให้พ่วงเรื่อง "นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่กระทำผิดทางการเมือง" ได้ด้วย

 ทำเอาบรรดา "นักการเมือง" ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย "ขานรับ" กันยกใหญ่ อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะช่วยลดปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ลงได้

 ทั้งที่ปัญหาของบ้านเมืองที่กำลังวิกฤติ จนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เกิดจลาจล จนรัฐบาลต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงใน กทม.และปริมณฑลนั้น ชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ

 แต่เกิดจาก "นักการเมือง" ที่แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กันและเกิดจากความแตกของคนสองกลุ่ม ที่แบ่งเป็นสีเหลืองและสีแดง
 อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนิรโทษกรรมทางการเมืองเว้นวรรค 5 ปี นอกจากจะไม่ช่วยลดความขัดแย้งแล้ว ยังจะเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้นอีกด้วย

 เพราะตอนนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่างคนที่เอา "ระบอบทักษิณ" กับคนที่ไม่เอา "ระบอบทักษิณ"

 ดังนั้น หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ไม่เอา "ระบอบทักษิณ" จะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างรุนแรงแน่นอน

 อย่างกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากมีการเคลื่อนไหวนิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง "นายสุริยะใส กตะศิลา" ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรก็ออกมาบอกทันควันว่า ทางแกนนำกลุ่มพันธมิตรจะทำการประชุมกันเพื่อกำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้ต่อไป

  เนื่องจากหากมีแก้ไขรัฐธรรมนูญนิรโทษกรรมทางการเมือง ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนรวมทั้งพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปีในคดียุบพรรคเพียง 120 คน เท่านั้น ซึ่งก็คือ นักการเมืองซึ่งเป็นกลุ่มคนเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียวของประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้เลย

 ดังนั้น ที่อ้างว่านิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองแล้วบ้านเมืองจะสงบจึงไม่จริง แถมยังส่งผลในทางตรงกันข้ามอีกด้วย

 และหากมองใน "ทางการเมือง" หากมีการนิรโทษกรรมให้แก่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน ก็เท่ากับ "ปล่อยเสือเข้าป่า-ปล่อยจระเข้ใหญ่ลงคลอง" ให้หวนคืนกลับสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง 

 ซึ่งก็เท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ "ฆ่าตัวตาย" แท้ๆ เพราะหากมองย้อนไป พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ครั้งสุดท้ายในการเลือกตั้งเมื่อปี 2535 หลังเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยชนะเลือกตั้งอีกเลย ซึ่งนับเป็นเวลานานถึง 17 ปีแล้ว 

 อีกทั้งตอนนี้นายอภิสิทธิ์และ "รัฐบาลประชาธิปัตย์" กำลังได้คะแนนไปเต็มๆ จากการที่สามารถแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดจาก "คนเสื้อแดง" ลงได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ไม่มีการสูญเสียมากและไม่มีผู้เสียชีวิต

  แต่หากรัฐบาล ยอมให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมือง "คะแนนเสียง" ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะหดหายไปหมด เพราะจะถูกประชาชนมองว่ารัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นและทำลายกระบวนการยุติธรรม ไม่เคารพคำตัดสินของศาลอีกด้วย

  ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าที่นายอภิสิทธิ์ "จุดพลุ" เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมแก่ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง คงเป็นเพียงแค่ "เกมการเมือง" เพื่อลดการเผชิญหน้าและความตึงเครียดทางการเมืองในขณะนี้เท่านั้น

 เพราะการเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" และพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมา ก็เพื่อต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยรวมทั้งพรรคพลังประชาชนพ้นโทษจากคดี ซึ่งก็มีเรื่องที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองรวมอยู่ด้วย

 ดังนั้นที่นายอภิสิทธิ์ เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้ความหวัง พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง และเป็นการดึงการเคลื่อนไหว "นอกสภา" ให้เข้ามา "ในสภา"

 อีกทั้งยังเป็นการลดแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งต้องการให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมืองเช่นกันเพราะว่ามีแกนนำของพรรคหลายคนที่ต้อง "ติดชนัก" เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีจากคดียุบพรรค

  "หมากเกมนี้" จึงเป็นเกมสร้างเสถียรภาพให้ตัวรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าที่จะทำจริง

  และ "โจทย์" ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนิรโทษกรรมทางการเมือง จะถูก "ลากยาว" อย่างแน่นอน

  เพราะว่า รัฐบาลคงไม่อยากคิดสั้นและต้อง "ตายน้ำตื้น" กับเรื่องนี้


 ** โต๊ะข่าวการเมือง***