
"ข้าวถุง"เล็งขึ้นราคาเดือนส.ค.นี้
สมาคมข้าวถุงระบุโรงสีประกาศหยุดขายข้าว โอดหาซื้อยากมีสต็อกเหลือแค่ 2 เดือน จ้องปรับราคาเดือนสิงหาคมนี้ เจอพิษปรับค่าแรงวันละ 300 บาท ซ้ำเติมอีก ดันต้นทุนพุ่งอีก 3% เตรียมพบกระทรวงพาณิชย์ขอเคลียร์นโยบายการกำหนดราคาข้าวสาร
นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงสีได้ประกาศหยุดซื้อขายข้าวชั่วคราวแล้ว เพื่อรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีรายละเอียดอย่างไรและเริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวเมื่อไหร่ รวมทั้งยังคาดการณ์ว่าราคาข้าวจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก จึงได้ชะลอการขายข้าวออกมา ทำให้ผู้ประกอบการข้าวถุงหาซื้อข้าวมาบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายยากขึ้น ขณะที่ภาวะการขายข้าวสารบรรจุถุงในตลาดยังเป็นไปตามปกติ โดยขณะนี้ผู้ประกอบการข้าวถุงมีสต็อกข้าวสารเหลือไว้จำหน่ายได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น
ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกในตลาดปรับสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะข้าวสารหอมมะลิราคาปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 28-30 บาท เป็น 30-32 บาท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนข้าวสารบรรจุถุง โดยมีการคาดการณ์ว่าจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีราคาข้าวเปลือกจะปรับสูงขึ้นอีก 60%
นอกจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่ยังมีนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ที่จะมาซ้ำเติมภาระต้นทุนข้าวสารบรรจุถุงให้สูงขึ้นอีก เนื่องจากค่าแรงงานในขบวนการผลิตและขนส่งข้าวสารบรรจุถุงมีสัดส่วนมากถึง 8% ต้นทุนวัตถุดิบ 80% ที่เหลืออีก 12% เป็นต้นทุนด้านอื่นๆ โดยหากมีการปรับขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ต้นทุนค่าจ้างแรงงานจะเพิ่มขึ้นวันละ 80 บาท คือจะปรับจากวันละ 220 บาท เป็น 300 บาท ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าจ้างแรงงานข้าวสารบรรจุถุงเพิ่มขึ้นอีก 3% และกลายเป็นสัดส่วนต้นทุน 11% ทันที
“ขณะนี้เรามีสต็อกข้าวเหลืออีก 1-2 เดือน ซึ่งเป็นต้นทุนเก่า จะยังไม่ปรับขึ้นราคาข้าวสารถุง แต่ในอีก 2 เดือน เมื่อสต็อกข้าวเก่าหมด คาดว่าช่วงเดือนสิงหาคมนี้ อาจจะต้องปรับขึ้นราคาข้าวสารบรรจุถุง เพราะต้องซื้อข้าวใหม่ที่มีราคาแพงขึ้นมาบรรจุถุงเพื่อจำหน่าย ขณะที่ในปีหน้าอาจจะต้องมีการพิจารณาราคาข้าวสารอีกครั้ง หากรัฐบาลประกาศใช้อัตราค่าจ้างแรงงานใหม่ที่วันละ 300 บาทในช่วงต้นปีหน้า เพราะผู้ประกอบการมีต้นทุนค่าแรงเพิ่มสูงขึ้นอีก 3% เช่นกัน” นายสมเกียรติกล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการกำหนดราคาข้าวสารว่าควรจะต้องสอดคล้องกับต้นทุนราคาข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการต้องขาดทุน ควรปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกราคาข้าวเปลือกในตลาดด้วย ซึ่งสมาคมอาจจะขอเข้าพบรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อขอรับทราบนโยบายดังกล่าว



