
เตรียมรับมือนโยบายอุ้มรากหญ้า
สำนักปากท้องเร่งศึกษาข้อมูลนโยบายรากหญ้า เตรียมรับรัฐบาลใหม่ทั้งบัตรเครดิตชาวนา-พักหนี้ครัวเรือน ระบุต้องขีดเส้นชัดช่วยกลุ่มใดแค่ไหน หากเป็นหนี้แบงก์เอกชนหวั่นดึงเข้าโครงการยาก พร้อมผ่อนปรน 3 แบงก์ขยายเวลาจ่ายค่างวดรีไฟแนนซ์สินเชื่อบุคคล
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและระบบการคลัง ในฐานะผู้อำนวยการสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน (สพช.) หรือสำนักปากท้อง เปิดเผยว่า ขณะนี้ สพช.กำลังเร่งศึกษาข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนระดับรากหญ้า ทั้งนโยบายบัตรเครดิตชาวนาและการพักหนี้ครัวเรือน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ส่วนการอัดฉีดเงินให้กองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติมอีกหมู่บ้านละ 1 ล้านบาทนั้น สามารถทำได้ง่ายเพราะเป็นกลไกที่เดินอยู่แล้ว
สำหรับการพักหนี้ครัวเรือนนั้น คงต้องมากำหนดกรอบให้ชัดเจนว่าหมายถึงคนกลุ่มไหน ให้เป็นการทั่วไป หรือเฉพาะกลุ่มเกษตรกร และเป็นหนี้ที่เกิดจากสาเหตุใด ไม่เช่นนั้นจะหมายถึงทุกครัวเรือนในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนนมาก คงเป็นเรื่องยากและที่สำคัญหากเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินภาคเอกชนอาจจะติดเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแล ส่วนหนี้ของสถาบันการเงินรัฐนั้น อาจจะดำเนินการได้ง่ายกว่าแต่ก็ต้องรอดูว่าจะจำกัดลักษณะหนี้ไว้อย่างไร เช่น หนี้มีปัญหาหรือกลุ่มลูกหนี้ดี แต่คงไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
ส่วนของกองทุนหมู่บ้านนั้น หากจะจัดสรรงบให้กองทุนหมู่บ้านอีก 1 ล้านบาท ก็ควรพิจารณากองทุนที่มีการบริหารจัดการที่ดีและไม่มีหนี้เสียมาก เพราะจากข้อมูลพบว่าบางกองทุนไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่องหรือมีการจัดการไม่ดี จึงควรเข้าไปแก้ปัญหาก่อนจะใส่เงินเข้าไป
นายพรชัยยังกล่าวถึงการดำเนินโครงการรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือนอนแบงก์ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาทว่า เหตุที่ไม่ขยายให้สินเชื่อบุคคลของสถาบันการเงิน เนื่องจากมองว่าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าสินเชื่อส่วนบุคคลของแบงก์ส่วนใหญ่รายได้มากกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน แต่กลุ่มลูกค้าของนอนแบงก์จะเป็นผู้มีรายได้น้อย เงินเดือนเพียง 5,000-7,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น และแบงก์จะคิดดอกเบี้ยต่ำกว่านอนแบงก์ลูกค้าจึงไม่ได้มีความเดือดร้อนมาก อีกทั้งแบงก์เองก็อาจจะปรับลดดอกเบี้ยหรือปรับโครงสร้างหนี้ให้มีภาระลดลงเพื่อรักษาลูกค้าไว้
อย่างไรก็ตาม หาก 3 แบงก์เห็นว่าควรผ่อนผันเงื่อนไขการปล่อยกู้ เช่น การขยายวลาชำระหนี้จาก 3 ปีเป็น 5 ปี หรือนานกว่านั้นก็สามารถทำได้ เพราะการพิจารณาความเสี่ยงในการปล่อยกู้เป็นอำนาจการตัดสินใจของแบงก์เองไม่ใช่กระทรวงการคลัง รวมถึงการให้วงเงินมากกว่า 3 แสนบาทต่อราย ก็สามารถดึงเข้าไปสู่สินเชื่อปกติของแบงก์เองได้ แต่อาจมีดอกเบี้ยที่สูงกว่า 14% ตามที่กำหนดในโครงการ



