ข่าว

 เสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกปล่อยเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไก

เสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกปล่อยเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไก

11 ก.ค. 2554

ภายหลังจากการเลือกตั้งและพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และแม้ว่าในขณะนี้การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ จะยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีกระแสเรียกร้องทวงคำสัญญาประชานิยมกันแล้ว ทั้งยังมีข้อวิตกกังวลต่อการดำเนินนโยบายประช

        จนในที่สุด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยออกมาประกาศชัดว่า จะดำเนินนโยบายปล่อยให้เงินบาทแข็งค่า เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูง

         จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ส่งออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว จึงได้สำรวจความคิดเห็นถึงผลกระทบจากนโยบายปล่อยให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่ง “ผู้ส่งออก” เห็นว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอยู่แล้ว และได้ปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยอมรับว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแน่นอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยค่าเงินให้เคลื่อนไหวไปตามกลไกของตลาด

 แนะหารือเอกชน-มองให้รอบด้านก่อน

         “พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล” รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ที่ผ่านมาผู้ส่งออกเรียกร้องมาตลอดว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และต้องทัดเทียมกับคู่แข่งทางการค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ส่งออกไม่เคยเรียกร้องให้เงินบาทจะต้องอ่อนค่า แต่ขอให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ

         “ผมเห็นว่าไม่ควรไปบังคับค่าเงิน เพราะหากมีการเคลื่อนไหวไม่ตรงกับความเป็นจริงของตลาดด้วยการทำให้เงินบาทแข็งค่า ผู้ส่งออกก็จะขายสินค้าไม่ได้ ทั้งๆ ที่การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของรายได้ของประเทศ หากขายสินค้าไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร” พงษ์ศักดิ์ กล่าวพร้อมเสนอว่า อยากเห็นรัฐบาลหันหน้าเข้ามาหารือกับฝ่ายเอกชน โดยปรึกษาหารือกันก่อนถึงข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่เคยจัดให้มีขึ้นก็ได้ เพื่อให้มองรอบด้านและครบวงจร

         อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่าหากเป็นไปตามธรรมชาติคงไปห้ามไม่ได้ เพราะว่าเราค้าขายเก่ง ก็จะต้องมีเงินไหลเข้ามามาก แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทางภาคเอกชนไม่เคยออกมาบ่นในเรื่องนี้เลย แสดงว่ามีการบริหารจัดการที่ดีอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ส่งออกเองก็ปรับตัวมาต่อเนื่องเพื่อให้สามารถแข่งขันได้

         “ไพบูลย์ พลสุวรรณา” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลชุดใหม่จะใช้นโยบายค่าเงินบาทแข็งนั้น จะกระทบในด้านการคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกยาก หากใช้นโยบายนี้ก็เกรงว่าจะเป็นเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 12% จึงอยากให้รัฐบาลหารือในทีมเศรษฐกิจในส่วนของนโยบายนี้ให้มีจุดยืนและได้บทสรุปที่ชัดเจนก่อนจะประกาศออกมา เนื่องจากต่างประเทศกำลังจับตาประเทศไทยอยู่ และพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่โทรมาสอบถามข้อเท็จจริง

         ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินบาทแข็งก็เกรงว่าจะรับมือไม่ทัน แต่ถ้ารัฐบาลสามารถดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเกินไป ก็ยังจะสามารถบริหารจัดการในด้านต้นทุนการผลิต และการส่งออกได้

         ด้าน “วัลลภ วิตนากร” รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีความสับสนกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะก่อนหน้าการเลือกตั้ง นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมสัมมนา ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจัดขึ้น โดยระบุว่าจะทำให้เงินบาทอ่อนค่า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันได้ แต่ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่าจะใช้นโยบายเงินบาทแข็งค่า เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ

         อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนนั้นควรปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ด้วยวิธีการบริหารแบบโฟลท แมเนจเม้นท์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้เงินบาทแข็งเพื่อคุมราคาสินค้านำเข้า เพราะในทางหนึ่งจะกระทบกับผู้ส่งออก และหากต้องการเช่นนั้นก็น่าจะนำเข้าสินค้าให้น้อยลงและใช้ผลผลิตภายในประเทศให้มากขึ้นน่าจะดีกว่า

         นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยหากจะมีการเข้าไปแทรกแซง แม้ว่าในความเป็นจริงจะต้องเข้าไปดูแลบ้างก็ตาม ส่วนสถานการณ์เงินบาทในขณะนี้ไม่มีความผันผวน แสดงว่า ธปท.ทำงานได้ดีมาก แม้ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเงินบาทอ่อนค่าลง เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรปทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เงินบาทก็อ่อนค่าลง แต่เมื่อฝั่งยุโรปสถานการณ์ดีขึ้น ค่าเงินบาทก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

         วัลลภ กล่าวอีกว่า การปล่อยให้เงินบาทแข็งค่า แน่นอนว่าจะกระทบกับการส่งออก เพราะจะทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น ไม่สามารถแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ส่งออกกลัวคือความผันผวน เพราะจะทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมได้ นอกจากนี้ เงินบาทแข็งค่าจะมีผลกระทบกับกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศก่อน แม้ว่าจะแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบเข้ามาแทน แต่ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดี ดังนั้น เสนอรัฐบาลใหม่ว่าควรมองให้ทะลุ เพราะที่ผ่านมาอาจจะมองในมิติเดียวเท่านั้น แต่ก็เชื่อว่าทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว


 แนะหากแข็งค่าต้องค่อยเป็นค่อยไป

         “สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย” นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การดำเนินนโยบายแต่ละอย่างนั้นเป็นเหมือนกับดาบ 2 คม คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยการใช้นโยบายเงินบาทแข็งค่านั้นเชื่อว่ามีผลกระทบกับการส่งออกแน่นอน และถ้าแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้า ก็จะทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบ และเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม

         อย่างไรก็ตาม คงต้องดูว่าการใช้นโยบายเงินบาทแข็งค่านั้นจะปล่อยให้การแข็งค่าของเงินบาทมากน้อยแค่ไหนด้วย เช่น ขณะนี้ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากปล่อยให้แข็งค่าขึ้นมาถึง 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ส่งออกคงอยู่ไม่ได้ แต่หากให้แข็งค่าขึ้นมาที่ 29 บาท ผู้ส่งออกก็ยังพออยู่ได้ โดยหากจะให้เงินบาทแข็งค่าควรให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถปรับตัวให้อยู่ได้

         นอกจากนี้ หากเงินบาทแข็งค่าก็จะมีผลกระทบกับราคาวัตถุดิบด้วย ซึ่งหากแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาท จะทำให้ราคาวัตถุดิบกุ้งลดลงไปกิโลกรัมละ 5-10 บาท เพราะเมื่อผู้ส่งออกไม่สามารถกำหนดราคาได้ ก็จะต้องรับซื้อวัตถุดิบในราคาที่ต่ำลง ทำให้สินค้าเกษตรได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้นจึงเห็นว่าการจะให้เงินบาทแข็งค่าก็จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

         สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีความกังวลในนโยบายการขึ้นค่าแรง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้อุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็ง ที่ปัจจุบันยังเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก

         ขณะที่ “กอบสุข เอี่ยมสุรีย์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินนโยบายเงินบาทแข็งค่านั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งไม่ว่าจะใช้นโยบายเงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่า ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งหากให้เงินบาทแข็งค่าก็ยังมีเงินงบประมาณเกินดุลเข้ามาช่วย แต่ก็จะมีผลกระทบกับการส่งออกแน่นอน โดยต้องดูเป็นสินค้ารายตัวว่าได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนและมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งทางการค้ามากน้อยแค่ไหน และคงต้องติดตามต่อไปว่าจะให้เงินบาทแข็งค่าไปถึงระดับใด

         อย่างไรก็ตาม สำหรับการส่งออกข้าวนั้นประเด็นเรื่องเงินบาทแข็งค่าน่าจะเป็นผลกระทบรองจากการดำเนินนโยบายการรับจำนำข้าวในราคาที่สูง ซึ่งจะผลักดันให้ราคาข้าวอยู่ในระดับสูง