
ตั้งการชลประทานแห่งชาติเถอะครับ !
เรากำลังจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานแล้วนะครับ ผมจำได้ว่าระหว่างหาเสียงพรรคเพื่อไทยได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมด้วยการเขียนเป็นนโยบายว่า จะสร้างทำนบ ถมทะเล และดึงน้ำจากแม่น้ำที่อยู่ตามแนวชายแดนมาใช้ประโยชน์และ ฯลฯ
แต่ผมคิดว่า ไม่ว่านโยบายจะสวยหรูอย่างไร หากการบริหารจัดการยังอยู่ในสภาพเดิมๆ ก็คงแก้ไม่ได้ เรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำและการเกษตรอยู่ในกระทรวงต่างๆ ราว 30 หน่วย ที่คุ้นกับคนไทยที่สุดก็ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้จะมีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ชาวบ้านร้านตลาดก็ยังไม่คุ้น
เท่าที่ทราบรัฐบาลแต่ละชุดได้จัดสรรงบประมาณให้ทุกหน่วยงานตามที่ขอมา แต่เป็นเพราะแต่ละหน่วยงานต่างก็มีแผนในการทำงานของตัวเองคือ ใครอยากทำอะไรตอนไหนก็ลงมือทำ หน่วยนี้อยากขุดลอกคูคลองส่งน้ำก็ทำไป หน่วยนั้นอยากขุดน้ำบาดาลก็ทำไป หน่วยโน้นอยากทำฝายก็ทำไป หน่วยนู้นอยากผันน้ำตามโครงการโขงชีมูลก็ทำไป ฯลฯ เหมือนทุกคนนั่งอยู่บนเรือลำเดียวกัน แต่ออกแรงจ้วงพายลงไปในน้ำไม่พร้อมกัน เรือไม่ถึงกับล่มแต่หมุนอยู่กลางแม่น้ำก็นับว่าบุญโขแล้วนะครับ
หากเป็นไปได้...ผมขอเสนอให้รัฐบาลที่จะมาใหม่ยกสถานะ กรมชลประทาน ขึ้นเป็นองค์การมหาชนอีกองค์กรหนึ่งได้ไหม ให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรทำหน้าที่เป็นฝ่ายวิชาการวิจัยและวางแผนตามเดิม ส่วน “การชลประทานแห่งชาติ” ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ก็ให้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายปฏิบัติการ คือ ตะลุยแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมตามแผนงานและงบประมาณอย่างเป็นระบบ หน่วยที่จะมารองรับงานของการชลประทานฯ ก็ไม่ต้องตั้งใหม่ ออกเป็นพระราชบัญญัติโอนย้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำเพื่อการเกษตร หรือการขนส่งทางน้ำคือ กรมเจ้าท่า หรือแม้แต่กรมอุตุนิยมวิทยา ฯลฯ มาขึ้นกับการชลประทานฯ ทุกอย่างก็น่าจะลงตัว
ทั้งยังจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรในทุกด้าน คือหากไม่มีภัยแล้งหรือน้ำท่วมมาเป็นอุปสรรคในการทำการเกษตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกษตรกรก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับการลงทุนในแต่ละปี รัฐบาลก็สามารถกำหนดพื้นที่และปริมาณในการส่งเสริมการปลูกพืชนานาชนิดได้สอดคล้องกับการบริโภคในประเทศ หรือเพื่อส่งขายตลาดต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง เช่น ควรปลูกข้าวนาปีเท่าไหร่ ข้าวนาปรังเท่าไหร่ หรือควรปลูกพืชพลังงานทดแทนเช่น ปาล์มน้ำมันเพื่อการบริโภคหรือนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซลเท่าไหร่ ปลูกยางพาราเท่าไหร่ หรือจะปลูกป่าเท่าไหร่ เป็นต้น
วันนี้ ทุกประเทศเกือบทุกมุมโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง ทำให้เชื่อได้ว่าในปีนี้ รวมไปถึงปีหน้าโลกจะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง หลายประเทศที่เคยปลูกข้าวเลี้ยงตัวเอง หรือบางประเทศทั้งเลี้ยงตัวเองและส่งขายแข่งกับไทยต่างก็มีปัญหา ผมจึงคิดว่าหากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำได้สำเร็จ การวางแผนทางด้านการเกษตรก็ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ
ผมอยากเห็นเกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากและอยู่ได้อย่างมีเกียรติจริงๆ ไม่ใช่อยู่อย่างขอทานที่รอการช่วยปลดหนี้จากรัฐบาล หรือรอรับเงินช่วยเหลือเนื่องจากประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม หรือรอรับของแจกของแถมจากรัฐบาลที่ผ่านมาและผ่านไปจนจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสองเข้าไปทุกที ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่า “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” พยายามช่วยเกษตรกรเต็มที่ พอ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ยกให้ปี 2521 เป็นปีเกษตรกรไทย ..แทนที่เกษตรกรจะเข้มแข็งขึ้น ผ่านมากว่า 30 ปีเกษตรกรกลับไม่มีที่ทำนาของตัวเอง บางคนต้องเช่านานายทุนอีกด้วย !
ภาณุมาศ ทักษณา



