
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ?
รัฐบาลกำลังเดินทางมาถึงทางสามแพร่ง ต้องเลือกว่าจะนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากห้วงวิกฤติไปได้อย่างไร
ในเมื่อแนวทาง ยุบสภา หรือลาออกนั้น เป็นแนวทางที่ไม่ได้ถูกเลือกอยู่แล้ว
นั่นหมายความว่า หลังศึกเสื้อแดงที่พลิกแพลงลงใต้ดิน โดยยังมีเพียง จักรภพ เพ็ญแข ที่เปิดตัวเป็นศัตรูประกาศสู้ทุกรูปแบบ รวมทั้งติดอาวุธนั้น ประเมินกันแล้วหรือยังว่า ขบวนการนี้จะไปได้ไกลถึงเพียงไหน
เพราะชัดเจนว่า กระบวนการแดงนอกสภา สอดคล้องกลมกลืนกับแดงในสภามาตั้งแต่แรก
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การอภิปรายในสภาตลอดทั้งวันที่ 22 เมษายน นั้น ฝ่ายหนึ่งก็ทะลุ่มถลุย ถูไถถึงเรื่องที่มาของรัฐบาล ย้ำถึงความไม่ชอบธรรม ย้ำถึงงูเห่าในสภา ย้ำถึงเสื้อน้ำเงินที่ไปสกัดกั้นเสื้อแดงที่พัทยา จนเกิดความรุนแรง
บางคนถึงกับบอกว่า ที่เลื่อนประชุมผู้นำอาเซียน ไม่ใช่เพราะเสื้อแดง หากแต่เป็นเพราะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งเลื่อนการประชุมเอง
จริงอยู่ เวทีสภา เป็นเวทีที่ดีที่สุดสำหรับการพูดคุย การเสนอแนะ และการชี้แจงเหตุและผล
แต่สภาพการอภิปราย การชี้แจง ตลอดวันที่ 22 เมษายน กลับยึดเอาความเชื่อเป็นหลัก มากกว่าเหตุและผล
คำชี้แจงถูกมองไปในแง่ของการกระทบกระแทกแดกดัน
แดงนอกสภาว่าอย่างไร แดงในสภาก็ว่าอย่างนั้น !
จนมีคำถามว่า ตกลงเวทีรัฐสภาใช่เป็นเวทีที่ให้คำตอบแก่ประชาชนคนทั่วไปหรือไม่
แต่หากไม่เลือกใช้เวทีนี้แล้ว จะมีจุดไหนที่จะทำให้วิกฤติคลี่คลาย
จะมีจุดไหนที่รัฐบาลจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เพราะในสายตาต่างชาติแล้ว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือคำอธิบายความเลวร้ายของสถานการณ์บ้านเมืองที่รุนแรงยิ่งกว่าความขัดแย้งทางการเมือง หากแต่มันเป็นสถานการณ์ที่พร้อมจะเกิดจลาจลได้ทุกเมื่อ
จีน ที่เคยโด่งดังจากการสลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ยังสั่งห้ามชาวจีนมาเที่ยวประเทศไทย
นั่นย่อมหมายถึงตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยที่เหลือเพียงไม่กี่ตลาดกำลังจะหายวับไปกับตา
แต่นักการเมืองในสภา กลับยังคงถกเถียงวนเวียนอยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้มาจากการปฏิวัติ ตั้งขึ้นมาเพราะทหารหนุน ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน
พุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมากกว่าที่จะมุ่งมั่นให้ชาติบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติในช่วงนี้
ยิ่งเมื่อมองถึงเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักการเมืองที่ต้องเว้นวรรคเพราะถูกยุบพรรคแลกกับความสมานฉันท์ และกับความร่มเย็นเป็นสุข ถึงแม้จะเป็นข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็แทบไม่ต่างกับข้อเสนอของ ทักษิณ ชินวัตร ที่จี้ให้
รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดงที่ถูกจับกุมจากการชุมนุม ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเกิดความรุนแรงมากกว่านี้
เอาชาติบ้านเมืองเป็นตัวประกัน !
ในยามวิกฤติต่างก็เลือกยืนในจุดที่ตนเองได้เปรียบ และเรียกร้องเอาสิ่งที่ดีต่อตนเองมากที่สุด ถึงแม้จะละเมิดหลักการ ก็ถูกอธิบายด้วยเหตุผลที่ว่า หลักการคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น
ถึงแม้จะมองเห็นเป็นแบบที่ว่า แต่ด้วยสถานการณ์ที่ล่วงเลยมาจนถึงจุดนี้แล้ว ทางเลือกของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเหลือน้อยเต็มที นอกจากจะ "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก" แล้ว ยังต้องอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกกับ "ทางสามแพร่ง" ที่อยู่ข้างหน้า
รัฐบาลแห่งชาติ ยุบสภา ลาออก ใช่เป็นทางออกหรือไม่ ?
หรือจะเดินหน้าต่อไปแล้วจะสนองความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร ?
จะทำอย่างไรกับกองกำลังเสื้อแดงใต้ดิน ?
มีคนบอกว่า การตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของอภิสิทธิ์ ในยามที่สายสัมพันธ์กับกองทัพยังมีเรื่องกินใจอยู่นั้น นับเป็นการแสดงถึง "ภาวะผู้นำ" แต่ในภาวะที่การเมืองที่ทุกฝ่ายกำลังเรียกร้องความต้องการอยู่นี้ นี่จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่จะพิสูจน์ว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" ได้จริงหรือไม่ !



