ข่าว

ม็อบมาเลย์ดับ1ถูกจับ1,667อันวาร์หัวแตก

ม็อบมาเลย์ดับ1ถูกจับ1,667อันวาร์หัวแตก

11 ก.ค. 2554

ชาวมาเลย์ประท้วงเรียกร้องปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมดับ 1 ราย ถูกจับ 1,667 คน มี ส.ส.ร่วมอยู่ด้วย"อันวาร์ อิบราฮิม"หัวแตก นักวิเคราะห์และนักรณรงค์สิทธิมนุษยชนมองเป็นการสร้างรอยด่างต่อภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของมาเลเซีย

       ความคืบหน้าหลังเหตชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในมาเลเซียเมื่อวานนี้ เพื่อเรียกร้องการปฏิรูประบบเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนหน้าการเลือกตั้งที่คาดว่าจะจัดขึ้นในปีหน้า ล่าสุด พรรคกิจประชาธิปไตย(ดีเอพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านออกมาอ้างว่า มีผู้ประท้วงคนหนึ่งเสียชีวิต จากหายใจขัดระหว่างร่วมชุมนุม ทราบชื่อผู้ตายว่านายบาฮารุดดิน อาห์หมัด แต่ยังไม่ชัดเจนว่า เป็นการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหรือไม่ และนายลิม กวง เอง เลขาธิการพรรคดีเอพี กำลังจะเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวผู้ตาย        

       ด้าน นายรามลี โมฮัมเหม็ด โฆษกตำรวจมาเลเซียยืนยันมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นจริง แต่ชายผู้ตายเป็นคนที่อยู่ใกล้กับเหตุวุ่นวายและเสียชีวิตจากหัวใจวาย ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่เกี่ยวข้องกับการประท้วงแต่อย่างใด

       โฆษกตำรวจมาเลเซีย กล่าวด้วยว่า ผู้ถูกจับกุม 1,667 คน รวมทั้งส.ส.และแกนนำที่ถูกจับกุมระหว่างประท้วง ได้รับการปล่อยตัวหมดแล้วเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา จำนวนนี้รวมถึงนายอัมบิกา ซรีนิวาซัน  และมาเรีย ชิน อับดุลเลาะห์ แกนนำของ"เบอร์ซิห์" แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มประชาสังคม ซึ่งเป็นผู้จัดารชุมนุมเมื่อวันเสาร์ ตลอดจนนายอับดุล ฮาดิ อาหวัง ประธานพรรคปาส ซึ่งเป็นพพรรคฝ่ายค้านใหญ่สุดของมาเลเซีย และนารุล อิมาน บุตรสาวของนายอันวาร์ อิบราฮิม แกนนำฝ่ายค้านและอดีตรองนายกรัฐมนตรี

       ด้านนายอันวาร์ซึ่งไม่ได้ถูกจับกุมแต่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขาและศีรษะท่ามกลางเหตุชุลมุน.ก็ออกจากโรงพยาบาลแล้วเช่นกันในวันนี้ ขณะที่สถานการณ์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์กลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ การประท้วงเมื่อวานนี้เป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่สุดนับจากปี 2550 ซึ่งมวลชนออกมาแสดงพลังเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองก่อนจบลงแบบโกลาหลวุ่นวายเช่นกัน ผู้จัดประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมประมาณ 5 หมื่นคนเมื่อวานนี้ ขณะตำรวจประเมินตัวเลขที่ราวๆหมื่นคน

       ด้านนักวิเคราะห์และนักรณรงค์สิทธิมนุษยชน ระบุว่า ภาพสลายการประท้วงในกัวลาลัมเปอร์เมื่อวานตามด้วยการจับกุมผู้ประท้วงกว่า 1,600 คนรวมทั้งเด็ก 16 คนและส.ส.และแกนนำฝ่ายค้านนั้น สร้างรอยด่างต่อภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของมาเลเซีย และอาจเพิ่มคะแนนเสียงให้กับพรรคฝ่ายค้านก่อนหน้าเลือกตั้ง                    

       ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านภายใต้การนำของนายอันวาร์ อิบราฮิม ได้ที่นั่งเพิ่มจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2551 ทำให้รัฐบาลผสมมาเลเซีย พลาดการครองเสียงข้างมากเด็ดขาดสองในสามเป็นครั้งแรกนับจากปี 2512  นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการชนะเลือกตั้งในรัฐซาราวัค ฐานเสียงเก่าแก่ของรัฐบาล เมื่อเมษายนที่ผ่านมา

       พรรคฝ่ายค้าน ปักใจเชื่อว่าจะทำได้ดีกว่าการเลือกตั้งปี 2551 หากระบบเลือกตั้งถูกปรับแก้ให้มีความเป็นธรรม ป้องกันการทุจริต รวมถึงการใช้หมึกแบบลบไม่ได้เพื่อป้องกันการเวียนลงคะแนนซ้ำ ตลอดจนเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้าถึงสื่ออย่างเท่าเทียมกัน และจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างใสสะอาด 

        นายคู เคย์ เผิง นักวิเคราะห์การเมืองในมาเลเซีย กล่าวว่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ และทำลายภาพลักษณ์มาเลเซียในฐานะประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็เป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลหวั่นเกรงการชุมนุม และไม่ต้องการให้ฝ่ายค้านรุกคืบไปกว่านี้

       นายคู กล่าวด้วยว่า นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี ขาดความเท่าทันทางการเมือง ในการปล่อยให้ตำรวจปิดเมืองหลวงสลายชุมนุม และเข้าไปค้นหาและจับกุมแกนนำประท้วงถึงในโรงแรมต่างๆ ก่อนการชุมนุมตั้งแต่คืนวันศุกร์ เสียงเรียกร้องปรับปรุงประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลกำลังดังไปทั่ว แต่น่าเศร้าที่รัฐบาลกลับไม่เข้าใจสัญญาณเหล่านั้นเลย

        เช่นเดียวกับ นายเจมส์ ชิน นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยโมนาช วิทยาเขตกัวลาลัมเปอร์ ที่มองว่า รัฐบาลตื่นตูมเกินเหตุ และเตือนว่า นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค อาจได้เห็นผลลัพธ์ที่ตามมาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะจัดขึ้น ประชาชนอาจลงคะแนนต่อต้านรัฐบาล

       นักสังเกตการณ์การเมืองหลายคนชี้ว่า การประท้วงเมื่อวานเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีปาก้อนหินหรือข้าวของใส่ตำรวจ ปล้นสะดมภ์หรือทุบกระจกร้านค้า จำนวนมากเป็นหนุ่มสาวและคนงานหลากหลายสาขาอาชีพ ที่ต้องการการปฏิรูปเลือกตั้งอย่างแท้จริง

       ขณะที่นายอันวาร์กล่าวว่ารัฐบาลกำลังตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด และประชาชนไม่หวาดกลัวการถูกจับกุมอีกต่อไป

       ด้านนายเยห์ คิม เล็ง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ แรม โฮลดิ้งส์ บริษัทที่ปรึกษาอิสระ กล่าวว่า การประท้วงเป็นภาพลบต่อมาเลเซีย ประเทศที่มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ 7.2 % เมื่อปีที่แล้ว แข็งแกร่งที่สุดชาติหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นสร้างความวิตกแก่นักลงทุน

       ขณะที่องค์กรพิทักษฺ์สิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรทส์ วอทช์และองค์การนิรโทษกรรมสากล ประณามการกวาดล้าง การจับกุมและตำหนิมาเลเซียที่ละเลยมาตรฐานสากล ดอนนา เกสต์ จากองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  รัฐบาลมาเลเซียควรเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ และส่งเสริมสิทธิมนุษนชน แต่กลับกระทำการกดขี่อย่างเลวร้ายสุดในรอบหลายปี