ข่าว

  เขียนบำบัดจน

เขียนบำบัดจน

10 ก.ค. 2554

เรามีวิธีบำบัดความเครียดยังไงบ้างครับ?

 ถ้าเป็นผู้ชาย ผมเห็นหลายคนเลือกจะใช้วิธีไปออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส เอาซะให้เหงื่อชุ่มปอด พอหายเหนื่อย กลับบ้านก็หลับเป็นตาย ตื่นมาความเครียดก็หาย
 
 หลายคนเลือกใช้วิธีไปสังสรรค์กับเพื่อน สนุกบ้าง เฮบ้าง เมาบ้างพอหอมปากหอมคอ ไม่อยากว่ากัน ต้องขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์และปัจจัยที่มี

 ขออย่างเดียว อย่าเมาจนขาดสติ เมาแล้วอย่าอาละวาด เมาแล้วต้องไม่ขับ ไม่ไปสร้างความเดือดร้อน เพิ่มความทุกข์ให้คนอื่น

 ถ้าเป็นผู้หญิง ผมเห็นมีไม่น้อยที่ใช้วิธีแก้เครียดโดยการช็อปปิ้งครับ อารมณ์ประมาณพอได้เดินดูโน่น ดูนี่ จับจ่ายใช้สอย ความเพลินก็เข้ามาเยี่ยม แถมสนุกมีของติดมือกลับบ้านอีกต่างหาก

 มีรุ่นพี่ที่รู้จัก เธอเล่าให้ฟังว่ามีอยู่วันหนึ่ง อารมณ์บ่จอยเอามาก เครียดหนัก ทำยังไงก็ไม่หาย เลยขอเข้าดีพาร์ทเมนท์สโตร์แถวออฟฟิศ กะว่าจะคลายความกลุ้มที่มีสักหน่อย

 เชื่อมั้ยครับ? ทันทีที่ไปถึง เธอก็ดุ่ยๆ ไปแผนกกระเป๋าและแจ้งพนักงานขายขอให้หยิบใบที่แพงที่สุดมาให้ดู เล่นเอาพนักงานยิ้มแก้มแทบปริ

 ดูๆ จับๆ ได้สักพัก เธอก็ซื้อทันทีแบบไม่กลัวเงินหมดหน้าตัก พร้อมๆ กับหิ้วขึ้นรถ กลับบ้านสบายใจเฉิบ

 อันนี้ ผมไม่แนะนำกับคนที่รายได้ไม่ดีพอ ประเภทไม่รวยจริงนะครับ เพราะเผลอๆ จะเครียดกว่าเดิม เดี๋ยวเงินไม่พอใช้ ชักหน้าไม่ถึงหลังมา จะลำบาก

 ครั้นจะไปกู้หนี้ยืมสินคนใกล้ตัว เขาก็อาจปฏิเสธ เพราะประเมินดูแล้วไม่เชื่อว่าจนจริง เห็นยังมีกระเป๋าใบหรูถือ ต้องบากหน้าไปกู้นอกระบบ เสียดอกเบี้ยมหาโหดแทน น่าสงสารจริงๆ

 หลายวันก่อน มีสมาชิกท่านหนึ่งเขียนมาหาผม เล่าว่ามีความเครียด เงินไม่พอใช้ แถมยอมรับกับผมตรงๆ ว่าเป็นคนใช้เงินมือเติบ รู้ว่าไม่ถูก แต่ก็ห้ามใจไม่ได้ พอจะมีวิธีแก้มั้ย?

 จริงๆ มีหลายวิธีครับ ถ้าได้ติดตามอ่านกันประจำ ก็พอจะเดาทางคำตอบได้บ้าง

 วันนี้เลยขออนุญาตแนะนำอีกวิธีครับ ภาษาผม เรียก “เขียนบำบัดจน”

 แปลกันเลยก็คือ การลงมือเขียนบัญชีรายรับรายจ่ายครับ โดยแยกให้เห็นให้ชัดไปเลยว่าทุกๆ เดือน มีรายได้เข้ามาแค่ไหน ได้มาจากกี่ทาง ใส่ตัวเลขตั้งต้นให้เป็นกิจจะลักษณะ

 ส่วนค่าใช้จ่าย ก็แยกให้เห็นระหว่างรายจ่ายประจำในเรื่องที่จำเป็น เช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินอยู่ กับเรื่องที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจซอยย่อยออกไปเป็นหมวด เช่นหมวดบันเทิง หมวดท่องเที่ยว หรืออื่นๆ

 ยิ่งเราลงรายละเอียดและแยกประเภทได้ดี ก็ยิ่งจะเป็นกระจกส่องให้รู้ว่าทุกๆ เดือน เราหมดไปกับส่วนไหน เท่าไหร่ เรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ ไม่ได้ มีหรือไม่มีเหตุผลอย่างไร

 หลักง่ายๆ ของผม ส่วนที่ฟุ่มเฟือย ไม่มีแก่นสาร คือส่วนที่น่าจะตัดได้และเปลี่ยนเป็นเงินออมตั้งแต่แรก

 ผมทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาหลายปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ไม่เปลี่ยน เพราะยังมองหาโทษของการทำไม่ได้ เวลาหันกลับไปมองทีไร ก็เห็นแต่ข้อดี ที่ทำให้เราเป็นคนมีวินัยการเงิน

 ถ้าจะลองเอาวิธีนี้ไปทำ ผมสนับสนุนเต็มที่ครับ ถือเป็นการเขียนที่ไม่แค่บำบัดจน ตรงกันข้ามยิ่งเขียน ผมว่ายิ่งรวย ด้วยซ้ำไปครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]