
จัดสำรับทางการเงินเคียงสำรับทางการเมือง
ผ่านพ้นการเลือกตั้งมา 1 สัปดาห์ แม้จะยังไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นแล้วว่า สำรับทางการเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าไม่นานนี้ ประกอบด้วย 6 พรรคการเมือง ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นว่าท
ไหนๆ ก็พอจะเห็น “สำรับทางการเมือง” แล้ว สัปดาห์นี้ก็เลยจะชวนคุณผู้อ่านมาจัด “สำรับทางการเงิน” ให้เคียงกัน โดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ภาวะดอกเบี้ย รวมไปถึงนโยบายของพรรคการเมืองแกนนำ ลองดูค่ะว่า เราสามารถจัดสำรับทางการเงินเพื่อแสวงหาทางเลือกในการลงทุนที่เหมาะสมกับสภาพการณ์นี้ได้อย่างไร
งานนี้ดิฉันไม่ได้ลงมือจัดสำรับเองนะคะ แต่มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง คุณวิโรจน์ ตั้งเจริญ รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มาช่วยดูแลให้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสพูดคุยกับคุณวิโรจน์ผ่านทางรายการ “เงินทองต้องรู้” ที่ออกอากาศทางวิทยุเอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ และทาง www.nationradio.co.th ซึ่งข้อมูลที่คุยกันเป็นประโยชน์ทีเดียวสำหรับคนที่ต้องการจัดสรรเงินลงทุนของตัวเอง ก็เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อใน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ด้วย
คุณวิโรจน์ บอกว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ต่างก็แข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์ระดมเงินฝากกันขนานใหญ่ ด้วยการให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ลงทุนหรือผู้ออมเงินจะมีทางเลือกในการได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น
และแม้ว่า ภาวะดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็เชื่อว่าน่าจะขึ้นไปได้อีกไม่มากนัก ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากนโยบายของแกนนำรัฐบาล ที่ประกาศชัดว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งนโยบายเหล่านั้นจะต้องใช้เม็ดเงินพอสมควร ดังนั้น สิ่งที่จะตามมา คือ เรื่องของภาวะเงินเฟ้อที่ทุกคนต้องเผชิญ
“ทีนี้เวลาที่ผู้ลงทุนตัดสินใจจัดสรรพอร์ตการลงทุนของตัวเอง ผมว่าเราต้องมีเป้าหมายว่าผลตอบแทนของทั้งพอร์ตโดยภาพรวมแล้ว ไม่ควรต่ำกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งถึงแม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะพยายามออกผลิตภัณฑ์เงินฝากออกมา แล้วให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ผมก็คิดว่า การที่เราฝากเงินธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด ผู้ฝากเงินสบายใจได้เรื่องหนึ่งก็คือ ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน เพราะตอนนี้คนที่ฝากเงินยังได้รับการคุ้มครอง 100% อยู่ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเรานับผลตอบแทนสุทธิเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อแล้ว ก็ยังถือว่าเสียเปรียบ ดังนั้น เม็ดเงินที่จัดสรรก็ไม่ควรอยู่ในธนาคารพาณิชย์มากเกินไป โดยไม่ควรเกินกว่าระดับ 20% ของพอร์ต”
โดยในจำนวนนี้ อาจจะแบ่งบางส่วนไปลงทุนในกองทุนตลาดเงินหรือมันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์ ซึ่งผลตอบแทนในปัจจุบันอยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณกว่า 2%
ส่วนการลงทุนในกองทุนที่เป็นตราสารหนี้นั้น คุณวิโรจน์แนะนำให้ลงทุนในสัดส่วน 30-40% ซึ่งควรจะมีทั้งกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ทั้ง 3 เดือนหรือ 6 เดือน รวมถึงอาจจะต้องเริ่มลงทุนในระดับกองทุนตราสารหนี้ที่มีระยะเวลายาวนานมากขึ้น อาจจะเริ่มเป็น 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี เพราะทิศทางดอกเบี้ยน่าจะปรับเพิ่มมากขึ้นได้อีกไม่มาก
โดยสรุปสำหรับการลงทุนในส่วนแรก ซึ่งเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ควรให้น้ำหนักการลงทุนรวมกันแล้วประมาณ 60% ของพอร์ต
“ทีนี้ในส่วนที่เราจะเอามาต่อสู้ เพื่อชนะเงินเฟ้อ ก็จะอยู่ในสัดส่วนประมาณ 40% ของพอร์ต ซึ่งคงต้องแบ่ง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น ด้วยสัดส่วน 20-25% ของพอร์ต ซึ่งไม่ได้หมายรวมเพียงแค่ตลาดหุ้นไทย แต่ยังหมายถึงตลาดหุ้นต่างประเทศ ผ่านกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ที่ผมมองว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่น่าสนใจ แต่ถ้าเป็นตลาดหุ้นยุโรปหรืออเมริกาตอนนี้ยังถือว่าเร็วเกินไปที่จะเข้าลงทุน”
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 15-20% คงต้องกระจายไปในกองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือคอมมอดิตี้ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน โลหะอื่น หรือสินค้าเกษตร รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือ “พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์”
“กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือพร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์ น่าสนใจมาก เพราะโอกาสที่เราจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงคงลำบาก เพราะต้องใช้เม็ดเงินมาก ก็ต้องลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เหมือนกับเราเป็นเจ้าของสินทรัพย์ เวลาเลือก ก็ให้มองในสิ่งที่เราคิดว่าในอนาคตเขายังหารายได้จากการเช่าให้เราได้อย่างสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มที่ดี แต่ควรลงทุนในระดับ 5% บวกลบได้นิดหน่อย เพราะการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อาจมีเรื่องของสภาพคล่องที่ไม่มากเท่าไหร่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงไม่ควรลงทุนในสัดส่วนที่มากเกินไป”
ขณะที่ส่วนที่เหลืออีก 10-15% ของพอร์ต ควรกระจายไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือคอมมอดิตี้ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน โลหะเงินหรือโลหะอื่น รวมทั้งสินค้าเกษตร
โดยสรุปสำหรับการจัดสำรับส่วนที่ 2 ซึ่งจะเป็นส่วนที่เอาชนะเงินเฟ้อที่เป็นผลพวงจากนโยบายลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งคิดเป็น 40% ของพอร์ตนั้น ควรกระจายในหุ้นทั้งและต่างประเทศในสัดส่วน 20-25% ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์หรือคอมมอดิตี้ 15-20% และแบ่งไปลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 5%
“สำรับทางการเมือง” จะออกมาแบบไหน หน้าตาอย่างไร จะกลืนลงหรือกลืนไม่ลง เป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แต่ “สำรับทางการเงิน” ที่คุณวิโรจน์ให้คำแนะนำอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ รับรองว่า “กลืนได้คล่องคอ” แน่นอนค่ะ
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



