ข่าว

สื่อเทศมองพท.เป็นรบ.'ทักษิโมมิคส์'คืนชีพ

สื่อเทศมองพท.เป็นรบ.'ทักษิโมมิคส์'คืนชีพ

11 ก.ค. 2554

สื่อต่างประเทศระบุพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ทำให้นโยบาย "ทักษิโมมิคส์ " กลับมาอีกครั้ง

          (10กรกฎาคม)  สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากบรรดาผู้สนับสนุนที่เป็นคนยากจนในพื้นที่ชนบท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้มีแผนจะเดินหน้านโยบายประชานิยม เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งสร้างความเสี่ยงว่าจะทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะพุ่งสูง

          การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท, ประกันราคาข้าวเปลือกเป็นเกวียนละ 15,000 บาท และการแจกแท็ปเล็ตให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคำสัญญาที่ช่วยขับเคลื่อนให้พรรคเพื่อไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กวาดคะแนนเสียงเลืองตั้งอย่างถล่มทลาย 
 
          สำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร ก่อนจะถูกปฏิวัติโดยทหารเมื่อปี 2549 หลังอยู่ในอำนาจมานานถึง 5 ปี ได้ชื่อว่าเป็นขวัญใจคนยากจนเพราะนโนยบายประชานิยม ทั้งเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค และสินเชื่อขนาดย่อมสำหรับรากหญ้า 

          ปัจจุบัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นน้องสาว กำลังก้าวตามรอยเท้าของเขา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และขยายนโยบายประชานิยมที่พุ่งเป้าไปที่คนยากจน ที่รู้จักกันดีในชื่อ "ทักษิโนมิคส์" ซึ่ง ดร.ธนวัฒน์ พลวิชัย จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับนโยบายทักษิโนมิคส์ เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากมั่งเน้นแนวทางแก้ปัญหาความยากจน แต่พรรคเพื่อไทยจะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

          ประเทศไทยได้ก้าวข้ามอย่างยิ่งใหญ่ในการลดปัญหาความยากจน จากรายงานของธนาคารโลก ระบุว่า มีประชาชนเพียง 8.1 เปอร์เซ็นต์ ที่มีความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน เมื่อปี 2552 ทำให้ติดกลุ่มหนึ่งในประเทศ ที่มีอัตราความยากจนต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แต่ก็ยังมีสัญญาณความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของการกระจายความมั่งคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคนกรุงเทพฯกับคนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของคนเสื้อแดง ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ

          ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ได้ประเมินว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยครองรายได้เกือบครึ่งของรายได้ทั้งหมดของครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่ง ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่าเมื่อประชาชนมีรายได้มากขึ้น พวกเขาก็จะใช้จ่ายกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็เสี่ยงว่า จะทำให้เกิดเงินเฟ้อสูง ขณะที่ปัจจุบันตัวเลขเงินเฟ้อ อยู่ที่ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าบรรดาชาติในเอเชียด้วยกัน 
 
          นักวิเคราะห์หลายคน มองว่า กระแสกดดันจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอีก ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าและเงินบาทแข็งค่า ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันด้านการส่งออก

          นโยบายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในเรื่องการประกันราคาข้าว จาก 10,000 บาท เป็น 15,000 บาท  ได้สร้างความวิตกต่อผู้ส่งออกข้าว นายกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า การประกันราคาข้าวในราคานี้ จะทำให้ราคาข้าวของไทยสูงที่สุดในโลก และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกข้าว ด้วยราคานี้ ทำให้ไทยส่งออกได้แต่ข้าวขาว ในขณะที่เวียดนามสามารถส่งออกข้าวทุกชนิดในราคานี้เช่นกัน 
 
          นอกจากนี้ยังเกิดความวิตกต่อผลกระทบต่อบรรดาบริษัททั้งหลายของไทย เกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นวันละ 300 บาท ซึ่งอาจบรรเทาได้บ้างจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่มาร์ค มันสัน ผู้จัดการด้านเงินทุนของ แรฟไฟเซ่น แคปิตอล ที่มีฐานอยู่ที่กรุงเวียนนา ของออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า ธุรกิจที่น่าเป็นห่วงคือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ที่อาจต้องปลดพนักงานเพราะแรงกดดันในเรื่องนี้

          นักวิเคราะห์ ได้ประเมินว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่รวมถึงแผนการสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และการบริการวายฟายฟรีในที่สาธารณะ จะต้องใช้งบมหาศาลในปีแรกสูงราว 2 ล้านล้านบาท ขณะที่นักลงทุนกำลังพากันวิตกเรื่องหนี้สาธารณะ