ข่าว

เหยื่อเม.ย.53มีปัญหาจิต4,537ราย

เหยื่อเม.ย.53มีปัญหาจิต4,537ราย

09 ก.ค. 2554

คอป. สรุปเพาเวอร์พอยท์ เสนอข้อมูล เผย เหยื่อเม.ย.53 พบปัญหาทางจิต 4,537 ราย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเสวนา เรื่องแนวทางดำเนินงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อข้อเสนอการปรองดองของประเทศ เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้แทนของสถานทูตจากหลายประเทศ ผู้แทนภาคธุรกิจอุตสาหกรรม นักสิทธิมนุษยชน องค์กรระหว่างประเทศ   และนักวิชาการ กว่า 100 คน มาระดมความคิดเห็น

          ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนะแนวทางการทำงานความจริงร่วมกัน และนำไปสู่นโยบายการปรองดอง ซึ่งในการเสวนา มีการนำเสนอ "เพาเวอร์พอยท์" การดำเนินงานคณะอนุกรรมการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ของ" "ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์" ประกอบด้วย เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาร่วมกัน

          สำหรับ เนื้อหาในเพาเวอร์พอยต์ดังกล่าว นอกจากจะได้นำเสนอแนวทางการดำเนินการ ตลอดจนกิจกรรม การฟื้นฟู และการเยียวยาแล้ว ยังมีการนำเสนอตัวเลขที่น่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ

กิจกรรมด้านการฟื้นฟู และการเยียวยา

-เน้นการดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุติธรรมทางสังคม

-เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศ และการวางมาตรการเพื่อลดความขัดแย้งในสังคมไทยและป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและ    ความสูญเสียขึ้นในอนาคต โดยได้มีการ ดำเนินงานในกิจกรรม ดังต่อไปนี้

 

กิจกรรม

๑.ได้ดำเนินการ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล สังคม องค์กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  รวมทั้งประสานหน่วยงานของรัฐ

๒.ให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อ (Victim Support) – การเข้าถึงเหยื่อ และชุมชนที่เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยตรง หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย สังคม จิตวิทยา การรักษาพยาบาล และเสนอแนะมาตรการชดเชยเยียวยาเหยื่อ

ทั้งนี้ ในส่วนของการให้การช่วยเหลือ มีรายละเอียดดังนี้ คือ

๑.ผู้เสียชีวิต ๙๒ ราย ได้เงินช่วยเหลือ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย รวมเป็นเงิน ๓๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท

๒.ผู้ทุพพลภาพ ๔ ราย ได้รับเงินช่วยเหลือ ๓๒๕,๐๐๐ บาทต่อราย  รวมเป็นเงิน ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท

๓.ผู้บาดเจ็บสาหัส ๘๖ ราย ได้รับเงินช่วยเหลือ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย รวมเป็นเงิน ๘,๖๐๐,๐๐๐ บาท

๔.ผู้บาดเจ็บธรรมดา ๕๙๙ ราย ได้รับเงินช่วยเหลือ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อราย รวมเป็นเงิน ๓๕,๙๔๐,๐๐๐ บาท

๕.ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ๙๘๔ ราย ได้รับเงินช่วยเหลือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อราย รวมเป็นเงิน ๑๙,๖๘๐,๐๐๐ บาท

๖.ช่วยค่ารักษาพยาบาลเป็นกรณีพิเศษ ๑ ราย ได้รับเงินช่วยเหลือ ๔๒๓,๒๐๙ บาทต่อราย รวมเป็นเงิน ๔๒๓,๒๐๙ บาท

รวมทั้งสิ้น ๑,๗๖๖ ราย รวมเป็นเงิน ๑๐๒,๗๔๓,๒๐๙ บาท

ส่วนผลการตรวจสอบร่างกาย และจิตใจ ของคณะอนุกรรมการอำนวยการ ดูแลและฟื้นฟู ระดับกระทรวง (สธ.) พบรายละเอียด ดังนี้

การตรวจทางกาย ๒๔,๐๒๑ ราย

-พบปัญหาทางกาย ๙๗๓ ราย

-พบบาดเจ็บ ๖๑ ราย

-พบพิการ ๙๗ ราย

-พบอาการดีขึ้น ๕๗๕ ราย

-พบอื่นๆ ๒๔๐ ราย

-ไม่พบปัญหาทางกาย ๒๓,๐๔๘ ราย

-ให้การรักษา/การปรึกษา ๘,๖๔๖ ราย

 

การตรวจทางจิตใจ ๖๘,๙๒๖ ราย

พบปัญหาสุขภาพจิต ๔,๕๓๗ ราย

- โรคซึมเศร้า ๑,๓๘๒ ราย

- เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ๒๓๑ ราย

- โรค PTSD ๖๗ ราย

- โรควิตกกังวล ๒,๗๓๖ ราย

- อื่นๆ ๑๒๑ ราย

-ไม่พบปัญหาทางจิตใจ ๖๔,๓๘๙ ราย

-ให้การรักษา /การปรึกษา ๑๕,๕๓๖ ราย

          นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคอป.ได้พบอุปสรรค์หลายอย่าง จึงอยากขอเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและสังคม   4   เรื่อง ประกอบด้วย  

          1. สังคมไม่ควรพูดเรื่องการนิรโทษกรรมใคร เพราะขณะนี้ยังมีผู้ที่เสียหายได้รับผลการทบจากความรุนแรงอยู่ และยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ รวมถึงผู้ที่ยังถูกคุมขังจะรู้สึกว่าไม่ได้รับเป็นธรรม ซึ่งเรา เห็นว่ารัฐควรจะดำเนินการในเรื่องนี้โดยด่วน   ภายหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่   และสังคมควรจะตระหนักในเรื่องนี้ด้วย  

          2. ความเป็นกลาง   ทุกฝ่ายจะต้องรักษาความเป็นกลางโดยอิสระ   ซึ่งกรอบของคอป. ต้องเดินได้อย่างอิสระ   จะต้องหารือกับรัฐบาลว่าจะมีความเป็นอิสระในการทำงานได้อย่างไร  

          3. การไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งหากคอป.ไม่ได้รับความร่วมมือก็จะไม่สามารถเกิดการปรองดองได้   4. องค์ความรู้ สังคมไทยจะต้องเข้าใจเรื่องความยุติธรรมสมานฉันท์ และความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน

          “ขณะนี้ไม่ควรพูดว่าจะนิรโทษหรือไม่นิรโทษกรรมให้ใคร ควรช่วยกันประคับประคองสถานการณ์และแก้ไขปัญหา เพราะยังมีหายนะรออยู่ข้างหน้า ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลให้สัญญาณเปิดทางให้คอป. ทำงานอย่างอิสระแต่ที่ผ่านมาบรรยากาศปรองดองยังไม่เกิดขึ้น เมื่อฝ่ายที่ไม่มีช่องทางแสดงความเห็นกลับมาเป็นรัฐบาล คอป.จะเข้าหารือเพื่อรับฟังความเห็นต่อไป” นายกิตติพงษ์กล่าว

          ขณะที่นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง กล่าวว่า ความจริงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นนำไปสู่การปรองดอง ต่างจากในอดีตที่เราพยายามลืมความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหม่ที่เกิดซ้ำขึ้นอีกหลายครั้ง ที่ผ่านมาคอป.เชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกับเหตุการณ์ความรุนแรง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเข้ามาให้ข้อมูล นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือรัฐบาลประเทศต่างๆ และเอ็นจีโอระหว่างประเทศ ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญในด้านการค้นหาความจริงและการสร้างความปรองดองมาช่วยกันเสนอแนะวิธีทางแก้ปัญหา

          นายสมชายกล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมามีอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะคอป.ไม่มีอำนาจเรียกบุคคลหรือข้อมูล พยานหลายคนไม่กล้าให้ข้อมูลเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย แต่ขณะนี้ถือว่าประตูแห่งความปรองดองเปิดกว้างมากขึ้น คาดว่าความร่วมมือในการเข้าให้ข้อมูลและพยานหลักฐานจะเพิ่มมากขึ้น เร็วๆนี้คงสามารถเปิดเผยข้อมูลในการตรวจสอบได้ในบางประเด็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาโครงสร้างและสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทหารหรือกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงปัญหาของคู่ขัดแย้งบนท้องถนนหรือการกำหนดนโยบายของฝ่ายบริหารเท่านั้น หากต้องการสร้างสันติสุขบนประชาธิปไตยสังคมต้องยอมรับความจริงร่วมกัน

          นพ.รณชัย คงสกนธ์ กรรมการ คอป. กล่าวว่า   ขณะนี้มีผู้ถูกขังขังจากเหตุการณ์ความรุนแรงรวม 61 ราย จาก 11 เรือนจำทั่วประเทศ   โดยทางคอป.ประสานนักจิตวิทยาเข้าไปพูดคุยกับคนเหล่านี้ รวมทั้งประสานหน่วยงานต่างๆเพื่อเข้าช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐ นอกจากนี้ยังจัดโครงการฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับกระทบต่างๆ เช่นบ่อนไก่ ตลอดจนร้านค้าบริเวณโดยรอบ จนถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น คอป. จึงเตรียมเสนอความเห็นว่า

          1. รัฐควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมการเยียวยา และฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง   

          2. รัฐควรมีมาตรการการเยียวยา และฟื้นฟูผู้ทุพพลภาพจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยให้การช่วยเหลือในการรักษาทางด้านร่างกาย จิตใจ และการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและเอาใจใส่ในการช่วยเหลืออย่างจริงจังในสิทธิมนุษยชน

          3. รัฐควรจัดตั้ง “ องค์กรเฉพาะกิจ ” เป็นศูนย์กลางในการประสานงานความช่วยเหลือด้านงบประมาณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงเป็นไปอย่างทั่วถึง และป้องกันการแอบอ้างการขอใช้สิทธิ์รับความช่วยเหลือ รวมถึงการลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนจากหลายหน่วยงานที่ขาดการประสานงานด้านข้อมูล

          4. การเยียวยา บาดแผลทางใจของสังคมจากอุบัติการณ์ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมาร่วมมือกันหาทางออกให้แก่สังคม โดยทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ใช้แนวทางยุติธรรมสมานฉันท์ เพื่อเดินหน้าไปสู่ สังคมไทยที่สันติต่อไป

          ทั้งนี้ คอป. ได้เปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็น โดย สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทย ฮิวแมนไรท์วอทซ์    กล่าวว่า   ขณะนี้ทุกฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล   เนื่องจากมีการเลือกรับข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น    ซึ่งแต่ละฝ่ายมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อและเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว   แต่ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองทำผิด   หลังจากนี้สิ่งที่คอป.ต้องทำ คือการทำความเข้าใจกับสังคมเพื่อพิสูจน์ว่า คอป.มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง    รวมทั้งการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบคู่ขนานกันไป  

          ส่วนการนิรโทษกรรมนั้นไม่ควรให้พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากมาเป็นผู้ตัดสิน แต่ควรจะให้สังคมตัดสินผ่านการทำประชามติซึ่งมีความเป็นกลางที่สุด พรรคเพื่อไทยซึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ควรเข้าแทรกแซงการทำงานของคอป. และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า จะไม่การปกป้องคนที่กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นทางกองทัพหรือคนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย   หากฝ่ายใดทำผิดก็ต้องชี้มูลความผิดให้สังคมรับรู้   ซึ่งหากทำได้พรรคเพื่อไทยก็จะเป็นพรรคแรกในประวัติศาสตร์ที่นำพาสังคมไทยก้าวข้ามออกจากวงจรความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้วางแนวทางป้องกันการแทรกแซงหรือล้างบางสื่อ ของรัฐบาลชุดใหม่ โดยการปิดวิทยุชุมชนควรชะลอไว้ก่อน  

          ด้านพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.ศูนย์สันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ในอนาคตมีวิกฤตได้ตลอดเวลา โดยขั้นต่อไปเป็นสงคราม เพราะในสังคมยังมีการโจมตีกันอยู่ บางฝ่ายอาจนำข้อมูลจากคอป.โดยเลือกเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายของตัวเองไปใช้ ขณะที่การเปิดความจริงทั้งหมดก็อาจะเป็นระเบิดลูกใหญ่ จึงเสนอให้เรียนรู้จากบทเรียนของไอร์แลนด์ ซึ่งออกกฎหมายกำหนดให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ได้เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ต้องจับกับพรรคที่ได้เสียงอันดับ 2 จัดตั้งรัฐบาล ทำให้รัฐบาลบริหารจนครบวาระ 4 ปี

          ด้านน.ส.ลดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้แทนภาคธุรกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในความเป็นจริงเราไม่ยอมรับความจริง แม้แต่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ยังระบุว่าเขาไม่รู้ว่าทำความผิดอะไร ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าการค้นหาความจริง คือการสร้างบรรยากาศของการยอมรับและตะหนักถึงคุณค่าของความจริง ไม่ใช่หาความจริงเพื่อลงโทษและขยายความขัดแย้งขึ้นอีก แต่ควรเป็นการหาความจริงเพื่อยอมรับ แก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ ซึ่งการให้อภัยไม่ใช่ลืม เพียงแค่ไม่ตอกย้ำ นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน   

          นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ในสังคมมักรับความจริงเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่ไม่ยอมรับความจริงที่เจ็บปวด ประเด็นคือเราจะทำอย่างไรให้คนไทยซื่อสัตย์   การจะได้อะไรมาต้องใช้น้ำพักน้ำแรง ไม่ใช่รอถูกรางวัลลอตเตอรี่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ระหว่างคนรวยกับคนจน หรือไพร่กับอำมาตย์ เสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างมีความหลากหลาย แค่มารวมกันเพราะมีจุดร่วมตรงกันบางส่วน ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงมีนักฉวยโอกาส หรือต้องการโค่นล้มระบบปะปนอยู่ ซึ่งต้นเหตุของความขัดแย้งยังไม่ยอมหยุด แกนนำไม่หยุด ควรมีวิธีการแก้ปัญหาแบบอื่นให้กับคนข้างล่างที่เดือดร้อนจริง อย่าหวังว่าระบบการเมืองจะเข้ามาแก้ปัญหาที่รากฐาน เพราะการเมืองมองเพียงสั้นๆ ภายในอายุรัฐบาล

          จึงขอเรียกร้องให้หยุดป้ายสีว่าภาคธุรกิจไม่ยอมเสียประโยชน์ทั้งที่ภาคธุรกิจพยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูปและพัฒนามาโดยตลอด ขณะที่นักการเมืองคิดเพียงว่าปฏิรูปการศึกษาคือการสร้างอาคาร ซื้อคอมพิวเตอร์มาแจกเท่านั้น

          นายโคทม อารียา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา กล่าว่า สังคมรู้ว่ามีปัญหาแต่ยังขาดสติ จำเป็นต้องสร้างกลไกเพื่อสร้างความยอมรับร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ต้องการความรุนแรง และเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นประมุขของชาติ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กระบวนการยุติธรรมจะแก้ไขอย่างไรเพื่อป้องกันการพิจารณาคดีของตุลาการภิวัฒน์ที่มีปัจจัยการเมืองมาเกี่ยวข้อง

          ทหารต้องยอมรับว่าอำนาจชอบธรรมมาจากประชาชน และยอมรับพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองต้องมีจรรยาบรรณ นักการเมืองต้องเป็นอาชีพที่มีความเป็นวิชาชีพ   รัฐบาลต้องเป็นของทุกภูมิภาค ไม่ใช่ปกครองจากเสียงข้างมากที่เลือกตั้งมา

          ด้านนายคณิต ณ นคร ประธานคอป. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเสวนาว่า ข้อเสนอที่ได้รับจากคณะทูตนักสิทธิมนุษยชน คอป.จะนำไปปรับกระบวนการทำงานเพื่อสร้างความเชื่อถือและเชื่อใจแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ยืนยันว่า ที่ผ่านมาคอป.เดินมาถูกทางแล้ว ที่เน้นใช้ความร่วมมือมากกว่าใช้อำนาจบังคับคนมาให้ข้อมูล ซึ่งทำให้ได้รับความร่วมมือจากทั้งในและต่างประเทศอย่างมากมาย ซึ่งในวันที่ 17 ก.ค.นี้ คอป.จะทำรายงานฉบับที่ 2 รายงานต่อรัฐบาล หลังทำงานตรวจสอบครบ 1 ปี จากนั้นจะเสนอรายงานต่อสาธารณชนเพื่อให้เป็นบทเรียนสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำขึ้นอีก