ข่าว

  "โรงพักท่าเรือ"เพื่อ"ประชาชนที่รัก"

"โรงพักท่าเรือ"เพื่อ"ประชาชนที่รัก"

09 ก.ค. 2554

“เฮลโหล…เวลคัม” (สวัสดี…ยินดีต้อนรับ) เครื่องตอบรับอัตโนมัติ ส่งเสียงทักทาย เมื่อมีคนผลักประตูกระจกก้าวเข้ามาภายในสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ท่าเรือ

           และยังไม่ทันที่ผู้มาเยือนจะเก้ๆ กังๆ (เข้ามาผิดที่หรือเปล่า) ได้นาน ดาบตำรวจวัยใกล้เกษียณ ซึ่งกำลังยืนเรียงลูกอมหลากรส หลายยี่ห้อนับสิบเม็ด อยู่บนเคาน์เตอร์ “ประชาสัมพันธ์” สีเขียวเด่นตา เอ่ยทักฉับพลัน

            “มาติดต่ออะไรครับ…หยิบอมยิ้มผมหน่อยสิครับ ใจจะได้ยิ้ม…ตั๋วจำนำหายหรือครับ กดบัตรคิวหมายเลข 3 เลยครับ” ด.ต.นิรันดร พลารักษ์ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ท่าเรือ ทักทายบริการ

            พร้อมกับชี้ไปยังเครื่องกดบัตรคิวอัตโนมัติ ตั้งอยู่ตรงข้ามห่างกันเพียงเมตรกว่าๆ มีช่องสั่งอยู่ 4 ช่อง คือ เปรียบเทียบปรับจราจร กด 1 เปรียบเทียบปรับอาญา กด 2 แจ้งเอกสารหาย กด 3 และ แจ้งความร้องทุกข์ คดีอาญา-จราจร กด 4 แต่หากเป็นคดีร้ายแรงเลือดอาบศีรษะขึ้นมาบนโรงพักล่ะก็...ไม่ต้องกดบัตรคิว เชิญเข้าช่องด่วน (ห้องสืบสวน) ที่อยู่ด้านข้างได้ทันที

            “เชิญหมายเลข 706 ช่องบริการ 3...” เสียงตอบรับอัตโนมัติดังขึ้น ชายผู้ทำตั๋วจำนำหายนั่งรออยู่ไม่ถึง 2 นาที เดินเข้าช่องทำรายการ ที่มีตำรวจประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์เหมือนเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือพนักงานให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เลยทีเดียว

            รูปแบบการบริการประชาชน (ONE STOP SERVICE) ของ สน.ท่าเรือ นับเป็นยุทธศาสตร์การบริหารงานบุคคล ที่เปรียบดั่ง “ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง” เพราะควบคุมทั้งเวลาการให้บริการประชาชนที่รวดเร็ว และตำรวจแทบจะไม่มีโอกาสละเลยหรือเพิกเฉยในความเดือดร้อนของประชาชนได้เลย

            ดาบตำรวจนักประชาสัมพันธ์ ยังทักทายบริการประชาชนที่แวะเวียนเข้ามาใน สน.ท่าเรือ อย่างมีอารมณ์และเป็นมิตรตลอดเวลา แทบจะเรียกได้ว่า “เปลี่ยนรอยน้ำตาเป็นรอยยิ้ม” ด้วยความช่างเจรจา บางกรณียังไม่ทันกดบัตรคิวก็ตกลงกันได้ก่อนแล้ว

            “วันก่อนเด็กสาวอายุ 14 ท้องโตมาเลย พ่อจะมาแจ้งความ ผมก็ตบบ่าเขา แล้วบอกว่า เป็นพ่อคนนะ ต้องอภัยให้ลูกทุกข้อกล่าวหา ลูกรักใครเราก็ต้องรักด้วย พอไปถึงร้อยเวรก็ตกลงกันได้ เรียบร้อยดี บางคนก็เลิกทะเลาะต่อหน้าผมก็มีนะ (หัวเราะ) ผมอยู่มานานเลยมีนิทานไว้สอนคนเยอะ” ด.ต.นิรันดรบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และภูมิใจที่ผู้กำกับใหม่ เห็นแวว เปลี่ยนงาน "สารบรรณ" ให้มาเป็น "ประชาสัมพันธ์" เท่ากับเป็นการ เปลี่ยนชีวิตธรรมดาๆ ให้มีชีวิตชีวาและชีวิตมีความหมายขึ้นมาก

            “เดินทางปลอดภัย เทวดารักษาครับ...” ด.ต.นิรันดร เอ่ยประโยคซ้ำๆ แต่ทว่าช่างมีความหมาย…ทักทายคนแล้วคนเล่าที่กำลังเปิดประตูก้าวออกจากโรงพักท่าเรือด้วยรอยยิ้ม !!

            เพียงเวลาไม่กี่เดือน “สน.ท่าเรือ” พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ...จากโรงพักเก่าๆ โทรมๆ กลายมาเป็นโรงพักแสนรื่นรมย์ทันสมัยและไฮเทค มีสวนหย่อมเล็กๆ อยู่ในโรงพัก มีเสียงน้ำตก นกร้อง แถมพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แห่งนี้ ใช้เป็นพื้นที่ความรู้อัพเดทข่าวสารจากหนังสือพิมพ์รายวัน หรือจะอ่านหนังสือธรรมะให้เพื่อผ่อนคลายจิตใจก็มี หากใครจะอัพเดทชีวิตออนไลน์ก็มีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) ไว้ให้บริการฟรี

            แต่ถ้าหากใครพลาดท่าหลงเข้าไปอยู่ใน "มุ้งสายบัว" (ห้องขัง) ก็ยังมี "ห้องสมุดผู้ต้องหา" มุมเล็กๆ ในรั้วลูกกรงสีขาวรวบรวมหนังสือธรรมะของพระอาจารย์ต่างๆ ไว้อ่านสงบสติอารมณ์จรรโลงชีวิตให้สำนึกผิดและไม่คิดกลับมาทำในสิ่งผิดกฎหมายอีก

             "ทุกคนที่มาโรงพักเพราะพวกเขามีความทุกข์ มีความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเกิดขึ้น ในก้าวแรกที่ประชาชนมาที่โรงพักอยากให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลาย ด้วยการสร้างบรรยากาศสถานที่ให้ดูผ่อนคลาย และการบริการที่รวดเร็วขึ้น ส่วนตำรวจเองก็จะรู้สึกภูมิใจกับสถานที่ทำงาน มีความรักองค์กรมีความสุขกับการทำงานด้วย" พ.ต.อ.ดร.จักษ์ จิตตธรรม ผกก.สน.ท่าเรือ เผยถึงมุมมองการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์และทัศนคติการทำงานของตำรวจ

             แม้ว่าช่วงแรกๆ พ.ต.อ.ดร.จักษ์ ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของตำรวจ "สน.ท่าเรือ" เกือบ 200 ชีวิตที่ละคนๆ อยู่หลายเดือน จนเกิดความรู้สึกเชื่อมร้อยกันได้ ด้วยคำว่า "บุญ" และกุศโลบายที่ว่า "อาชีพตำรวจโชคดีที่สุดในโลก มีโอกาสทำบุญได้ทุกๆ วัน" แค่เพียงการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนให้พ้นทุกข์ก็ถือว่าได้ "ทำบุญ" ที่ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างโบสถ์วิหารเสียอีก จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นตำรวจ สน.ท่าเรือ แข่งขันกัน "ทำบุญ" เพื่อ "ประชาชนที่รัก" ของพวกเขา