ข่าว

สั่งปิดแทบลอยด์"นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์"

สั่งปิดแทบลอยด์"นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์"

08 ก.ค. 2554

รูเพิร์ธ เมอร์ดอช ตัดสินใจปิดหัวแทบลอยด์ " นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ " ชดเชยเรื่องอื้อฉาวและโฆษณาถอน

         (8 กรกฎาคม) หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ กรณีแท็บลอยด์ขายดีของอังกฤษนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ใช้วิธีการแฮ็คข้อมูลในวอยซ์ เมล ของโทรศัพท์มือถือของครอบครัวเหยื่อฆาตกรรม , เหยื่อวินาศกรรม , นักการเมือง , นักแสดง , นักกีฬา รวมถึงสมาชิกในพระราชวงศ์ ได้ส่งผลให้รูเพิร์ท เมอร์ดอช มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลีย เจ้าของอาณาจักรนิวส์ คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจปิดหัวแท็บลอยด์ที่ออกทุกวันอาทิตย์ฉบับนี้แล้ว

         ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้เตรียมจัดแถลงข่าวหลังมีรายงานข่าวนี้ ซึ่งหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน รายงานว่า ตำรวจได้แจ้งต่อโคลสันว่า เขาจะต้องถูกควบคุมตัวและคาดว่าอาจได้รับการประกันตัวออกไป ส่วนนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ จะพิมพ์ฉบับสุดท้ายเพื่อออกวางจำหน่ายในวันอาทิตย์นี้ หลังจากครองตลาดมานาน 168 ปี แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้กับคนทั้งประเทศ หลังถูกเปิดโปงว่า แฮ็คโทรศัพท์มือถือของเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรมและของครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในสงคราม รวมถึงการจ่ายเงินสินบนให้ตำรวจเพื่อแลกกับข่าวด้วย 
 
         นายเอ็ด มิลลิแบนด์ ผู้นำพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า นายคาเมรอน จะต้องแสดงความบริสุทธิ์ เกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างเขากับโคลสัน กรณีเรื่องอื้อฉาวการแฮ็คข้อมูลทางโทรศัพท์  

         แม้สาธารณชนจะไม่พอใจต่อวิธีการหาข่าวที่ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ แต่ข่าวปิดหัวแท็บลอยด์ฉบับนี้ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกช็อคไปตาม ๆ กัน เพราะที่ผ่านมานิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ได้ฉายาว่า " ห่านทองคำ " ที่ทำรายได้มหาศาลในอังกฤษ ให้กับเมอร์ดอช และเป็นความภาคภูมิใจในความเป็นสิ่งพิมพ์เก่าแก่ที่ยืนหยัดมานานถึง 168 ปี พิมพ์อออกสู่สายตาผู้อ่านกว่า 3 ล้านฉบับ และมีพนักงาน 200 คน 
 
         เมอร์ดอช วัย 80 ปี ได้มอบกิจการนี้ให้อยู่ในความดูแลของ เจมส์ เมอร์ดอช บุตรชายและผู้ที่ได้รับการวางตัวเป็นทายาทสืบทอดอาณาจักรสื่อ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานของ นิวส์อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทลูกของนิวส์ คอร์ปอเรชั่น หลังเกิดเรื่อง บุตรชายของเมอร์ดอช ได้แจ้งต่อพนักงานว่า ได้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น และกำลังทำอย่างดีที่สุดเพื่อแก้ไขและชดเชยความผิดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก

         เมื่อปี 2550 ได้เคยเกิดเรื่องอื้อฉาวในทำนองนี้มาแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวประจำสำนักพระราชวังไคลฟ์ กู๊ดแมน และเกลนน์ มัลแคลร์ นักสืบเอกชน ที่ได้รับการว่าจ้างจากนิวส์ ออฟ เดอะเวิร์ลด์ ได้ถูกตัดสินจำคุกในความผิดฐานแฮ็คข้อมูลจากข้อความโทรศัพท์มือถือของบรรดาข้าราชสำนัก ที่รวมถึงพวกที่ถวายงานเจ้าชายวิลเลียม 
   
         ส่วนนักแสดงชื่อดัง ที่ถูกแฮ้คข้อมูลในโทรศัพท์มือถือและชนะคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ มาแล้ว รวมทั้ง เซียนน่า มิลเลอร์และจู๊ด ลอว์ แต่เรื่องที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งประเทศมากที่สุด คือข้อกล่าวหาว่า นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ แฮ็คข้อมูลข้อความในโทรศัพท์มือถือของ มิลลี่ ดาวเลอร์ เด็กสาวที่ถูกลักพาตัวและถูกสังหาร เมื่อปี 2545 ทั้งยังลบข้อความในวอยซ์ เมล หรือ กล่องบันทึกข้อความเสียง ทำให้พ่อแม่ของเธอ ตั้งความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ 
   
         นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ยังถูกกล่าวหาว่าแฮ็คข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของบรรดาญาติเหยื่อวินาศกรรมโจมตีระบบขนส่งมวลชนในลอนดอน เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2548 รวมถึงของครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากสงครามในอิรัก และอัฟกานิสถานด้วย

         เรื่องนี้ยิ่งอื้อฉาวมากขึ้น เมื่อสก็อตแลนด์ยาร์ด ได้ยืนยันว่า มีตำรวจบางนายรับสินบนจากนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ เพื่อแลกกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ และพบว่า มีเหยื่อที่ตกเป็นเป้าการถูกแฮ็คข้อมูลประมาณ 4 พันคน สร้างความไม่พอใจให้สาธารณชนและเกิดเสียงเรียกร้องให้ปลด รีเบ็คกาห์ บรู๊คส์ ซึ่งนั่งตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร

         อดีตผู้สื่อข่าวหลายคนของนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ระบุว่า แท็บลอยด์ฉบับนี้ ใช้วิธีการแฮ็คข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือจนกลายเป็นเรื่องปกติ และล่าสุดสปอนเซอร์รายใหญ่ ตั้งแต่เวอร์จิ้น แทรเวิล ไปจนถึงธนาคารหลายแห่ง และค่ายรถยนต์อีกหลายี่ห้อ ได้ถอนโฆษณาจากนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ โดยให้เห็นผลว่า ไม่ต้องการให้แบรนด์สินค้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาว