
ธุรกิจโอดแบกต้นทุนค่าแรงเพิ่มท่องเที่ยวห่วงสุดท้ายโยนภาระให้ผู้บริโภค
ธุรกิจเอสเอ็มอีอ่วมแน่ แบกต้นทุนค่าแรงเพิ่ม อุตฯท่องเที่ยวผวาค่าแรงเพิ่มขึ้น 50% รายเล็กรับมือไม่ไหว แม้รัฐนำมาตรการภาษีมาช่วย ชี้สุดท้ายต้องโยนภาระให้ผู้บริโภค กรมบัญชีกลางเผยปรับเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ใช้งบเพิ่มปีละ 1.2 หมื่นล้าน
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานฝ่ายนโยบายสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทนั้น จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพรวมอย่างแน่นอน เพราะต้นทุนค่าแรงในธุรกิจอยู่ที่ 15-20% และมีแรงงานในอุตสาหกรรมกว่า 2.5 ล้านคน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลเพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ในทางปฏิบัติจะไม่สามารถพยุงสถานะทางการเงินให้ผู้ประกอบการได้ทันที เพราะการลดหย่อนภาษีจะมีผลในปี 2556
"สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ การปรับค่าแรงขั้นต่ำจากวันละ 200 บาท เป็น 300 บาท คิดเป็นอัตราเพิ่มกว่า 50% จากปกติที่ขึ้นเพียงปีละ 5% ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีทั้งเกิดกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก และในระยะยาวผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบด้วยการรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น" นายกงกฤชกล่าวและว่า
นอกจากนี้นโยบายการประกันเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน จะทำให้แรงงานไทยมีโอกาสเสียตำแหน่งการจ้างงานให้แก่เพื่อนบ้านในอาเซียนได้เมื่อมีการเปิดเสรีแรงงานในภูมิภาค
ขณะที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า นโยบายการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน จะกระทบต่อธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่กว่า 2.9 ล้านกิจการ คิดเป็น 99.6% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 10.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 77.8% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (จีดีพี เอสเอ็มอี) ถึง 3.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37.1% ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ โครงสร้างต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและเงินเดือนของเอสเอ็มอีเฉลี่ยคิดเป็น 16.2% ของต้นทุนปัจจัยการผลิตทั้งหมด หากค่าแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มขึ้น 0.16% จากปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 175.8 บาทต่อวัน โดยในกรุงเทพมหานคร หากมีการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน จะทำให้เอสเอ็มอีมีค่าแรงงานเพิ่มขึ้น 39.5% และต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มขึ้น 6.4%
รายงานข่าวจากกรมบัญชีกลางแจ้งว่า หากมีการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการเป็นเดือนละ 1.5 หมื่นบาทตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ จะต้องใช้งบประมาณอีกเดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันที่จ่ายเงินเดือนค่าจ้างประมาณเดือนละ 4 หมื่นล้านบาท หรือปีละ 4.8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขเบื้องต้นที่ได้รับมาจากส่วนราชการต่างๆ เท่านั้น คงต้องมาพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งว่าเป็นส่วนของข้าราชการเท่าไหร่ และลูกจ้างประจำเท่าไหร่ และอยู่ที่นโยบายของรัฐบาลด้วยว่าจะให้มีการปรับขึ้นเท่ากันหมดหรือไม่



