ข่าว

 รัฐบาลใหม่ระวังอย่าเป็นอย่าง“กรีซ”(1)

รัฐบาลใหม่ระวังอย่าเป็นอย่าง“กรีซ”(1)

08 ก.ค. 2554

เมื่อไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งของ “ไทย” ปัญหาหนี้สาธารณะของ “กรีซ” ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ดังจะเห็นได้จากการที่ชาว “กรีซ” ออกมาเดินขบวนต่อต้านมาตรการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล จนในหลายพื้นที่เกิดความวุ่นวายเข้าขั้นจลาจล

        ซึ่งหากมองย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รัฐบาล “กรีซ” ตกอยู่ในสภาวะ  “ล้มละลาย” ไม่สามารถกู้เงินจากบรรดาสถาบันการเงินได้อีก จน “ไอเอ็มเอฟ” และกลุ่มประเทศ “อียู” ต้องให้เงินช่วยเหลือเร่งด่วน รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 110 พันล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท)  เพื่อนำไปใช้หนี้ที่ถึงเวลากำหนดการชำระคืน และอีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาล “กรีซ” ต้องลดค่าใช้จ่าย ปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะหนี้สินจะได้กลับไปกู้เงินจากตลาดการเงินได้เป็นปรกติ
 

        เวลาผ่านไปหนึ่งปี “กรีซ” ก็ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลงได้ แม้ว่าจะทำการปรับลดเงินเดือนข้าราชการ รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีการปลดคนงานออก ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม (อันเป็นผลมาจากนโยบาย “ประชานิยม”) ลงไปมากแล้ว จนเป็นสาเหตุของการชุมนุมต่อต้านของประชาชน  ปัจจุบัน “กรีซ” มียอดหนี้สาธารณะค้างชำระสูงถึง 485 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเกือบ 15 ล้านล้านบาทไทย) คิดเป็น 140% ของ “จีดีพี” มีทั้งหนี้ที่กู้จากสถาบันการเงินเอกชน และจากรัฐบาลต่างชาติ

         ในเดือนกรกฎาคมนี้ “กรีซ” มีกำหนดที่จะต้องชำระหนี้ก้อนใหญ่และกำลังรอให้ “ไอเอ็มเอฟ” และประเทศในกลุ่ม “อียู” ปล่อยเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวน 12 พันล้านยูโร หรือ 17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลุ่ม “อียู” ก็มีเงื่อนไขที่ให้ “กรีซ” ต้องทำคือต้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายจอร์จ ปาปันเดรอู นายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาผ่านกฎหมายในการตัดงบประมาณรายจ่าย 28 พันล้านดอลลาร์ยูโรเสียก่อน  จึงจะยอมให้เงินช่วยเหลืองวดนี้ไป 

         ความจริงรัฐบาล “กรีซ” ได้ตัดค่าใช้จ่ายลงไปมากแล้ว จนทำให้ประชาชนที่เคยสุขสบายกับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐ โดยผ่านนโยบาย “ประชานิยม” มานานหลายปีต้องเดือดร้อนอย่างนัก เมื่อถูกบีบบังคับจาก “ไอเอ็มเอฟ” และประเทศในกลุ่ม “อียู” ไม่รู้ว่าจะไปตัดตรงไหนได้อีก นอกเสียจากต้องปลดคนงานในกิจการที่เป็นของรัฐออก และแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเอาเงินมาใช้หนี้ เป็นผลให้ชาว “กรีก” จำนวนมากรู้สึกโกรธแค้น เพราะเห็นว่ารัฐบาลยอมมอบ “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ให้แก่ “ไอเอ็มเอฟ” และประเทศในกลุ่ม “อียู” ใหญ่ๆ ที่ให้เงินช่วยเหลือ จะว่ากันไปแล้ว คน “กรีซ” ในปัจจุบันก็น่ามีความรู้สึกคล้ายคลึงกับคน “ไทย” เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ถูก “ไอเอ็มเอฟ” บีบให้ขึ้นดอกเบี้ย ตัดค่าใช้จ่าย แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และทำการเลหลังขายทรัพย์สินให้แก่สถาบันการเงินต่างชาติในราคาต่ำกว่าทุนถูกๆ

         ประเทศ “กรีซ” มีหนี้มากเพราะใช้จ่ายเกินตัวอันเป็นผลมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด อีกทั้งรัฐบาลเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ พนักงานในกิจการของรัฐในอัตราสูง ทั้งยังใช้จ่ายเงินกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่กลับมีรายได้เข้ามาน้อยเพราะปล่อยให้มีการหลบเลี่ยงภาษี เมื่อรายได้ไม่พอใช้ก็ต้องกู้เพื่อนำเงินมาใช้  จนหนี้สะสมพอกพูนมากๆ เข้าก็ไปไม่ไหว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน “กรีซ” ทำให้ผมเกิดความกังวลว่า ถ้าหากบรรดาพรรคการเมืองของ “ไทย” ที่กำลังฟอร์มรัฐบาลผสมกันอยู่ในขณะนี้ทำตามคำมั่นสัญญาในแบบ “ประชานิยม” ที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ก็มีเหตุผลทำให้เชื่อได้ว่า ในอนาคต “ไทย” คงมีชะตากรรมคล้ายคลึง “กรีซ” เป็นแน่

         นอกจากนั้น  “วิกฤติหนี้สาธารณะ” ของ “กรีซ” อาจเป็น  “โดมิโนตัวแรก” ของ “วิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่”  ที่รัฐบาลใหม่ควรเตรียมการรับมือไว้โดยไม่ประมาทครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์