
ความเงียบที่หมู่บ้าน
ก่อนวันเลือกตั้ง ผมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามมิตรสหายในชนบทอีสานเหนือหลายจังหวัด ปรากฏว่าเสียงจากปลายสายตอบกลับมาเหมือนกันว่า "เงียบเหมือนไม่มีการเลือกตั้ง"
เงียบในความหมายของพวกเขาคือ ไม่มีการเคลื่อนไหวของ "เงิน" ที่เคยอึกทึกครึกโครมในทุกฤดูเลือกตั้ง
เงียบในที่นี้ มิได้หมายความไม่มีการใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่มันเป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า "ซื้อเสียงฝ่ายเดียว" มากกว่า มันจึงเงียบผิดปกติ
เงียบในที่นี้ มันเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผู้คนมักมองว่า "โรคร้อยเอ็ด" ยังระบาดทั่วภาคอีสาน ขณะที่มีกระแสการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน ซึ่งคนที่อยู่ห่างไกลไม่ค่อยทราบมากนัก
เมื่อผลการนับคะแนนสิ้นสุด เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยคงรู้สึกตกอกตกใจกับปรากฏการณ์ "แผ่นดินปลิ้น" หรือแลนด์สไลด์ ในภาคอีสานอีกครั้ง รวมถึงภาคเหนือตอนบน
"สู้กระแสบ่ได้อีหลี เงินเฮาใส่ไปมันหายวับ" น้องชายที่เป็นหัวคะแนนเล่าประสบการณ์จากสนามสกลนคร
"บัก...มันบ่มาหาเสียงเลยแถวตำบลเฮา แต่คะแนนมาอันดับหนึ่ง บาทว่าพรรค...จ่ายหัวละ 400 มาที่สอง โอ๊ย, ข้อยยอมแล้ว" น้องชายอีกคนหนึ่งส่งเสียงมาตามคลื่นมือถือ
"เกิดมาเพิ่งเคยเห็น ฝ่ายตรงข้ามใส่ไปพันสามร้อยบาทต่อหัว ชาวบ้านไม่ไหวติงอะไรเลย เข้าคูหากายิ่งลักษณ์อย่างเดียว" เพื่อนทนายความชาวสุรินทร์โทรมาเล่าเรื่องแปลกแต่จริงให้ฟัง
จากเรื่องเล่าหลังเลือกตั้ง ทำให้ผมนึกเห็นข้อเขียนเรื่อง "การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านในหมู่บ้านชนบท" ของ เกษียร เตชะพีระ ใน นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 24 มิถุนายน 2554
"เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่รู้จักนับถือกันได้ชวนผมอ่านและคอมเมนต์งานค้นคว้าข้อมูลสถิติโดยรวมและงานวิจัยภาคสนามในหมู่บ้านที่พวกเขากำลังแยกย้ายกันทำตามภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อดูภูมิทัศน์การเมืองที่เปลี่ยนไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างรวดเร็วในชนบท" อ.เกษียรเกริ่นนำเรื่องนี้ไว้ข้างต้น
ในอดีตมีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า ชาวชนบทมักเสพติดการซื้อสิทธิ์-ขายเสียง ขณะที่มีแนวคิดใหม่จากปัญญาชนสีแดงว่า ชาวนาในชนบทตัดสินใจทำการทางการเมืองเหมือนคนเมือง
อ.เกษียรกลับค้นพบจากงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า "แก่นเรื่องที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำอีกอันมาจากข้อความจริงที่ทีมผู้วิจัยประสบพบเห็นและรายงานสอดคล้องพ้องรับไปในทางเดียวกันคือการซื้อเสียงเลือกตั้งในพื้นที่หมู่บ้านชนบทยังมีอยู่"
"แต่กระนั้นความหมายนัยและน้ำหนักความสำคัญของมันเปลี่ยนไป คือจากเดิมที่การซื้อเสียงตั้งอยู่บนความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นหลัก กลายเป็นการซื้อเสียงประกอบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการคาดคำนวณผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับในรูปนโยบายจากผู้แทน/รัฐบาลมากขึ้น"
"นอกจากนี้เม็ดเงินในการซื้อเสียงก็ไม่ได้เป็นแค่หน่วยกำลังซื้อบาทสตางค์ในตลาดล้วนๆ หากยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้ชี้บอกบุคลิกลักษณะของผู้สมัครหรือแบบความสัมพันธ์เชิงสังคมวัฒนธรรมที่ปลูกสร้างขึ้นระหว่างตัวผู้สมัครกับชาวบ้านซึ่งนอกเหนือพ้นเกินตลาดออกไปด้วย"
สรุปจากการอ่านข้อเขียนของ อ.เกษียร ในแง่มุมการซื้อเสียง มันคล้ายสิ่งที่เกิดขึ้นในชนบทอีสานและเหนือระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
ผมคิดง่ายๆ ว่า การซื้อเสียงได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะมันมีปัจจัยที่มากกว่า "เม็ดเงิน" และหากจะบอกว่ามันเป็น "กระแส" ก็ต้องวิเคราะห์กันให้ชัด กระแสแบบไหนกันแน่
กระแสความคิดการเมืองที่ปะทุเป็นไต้ฝุ่นนั้น เป็นเรื่องของความเชื่อหรือความรู้ ย่อมมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
แคน สาริกา



