
โจทย์ข้อแรก
พร้อมๆ กับผลการเลือกตั้งที่เป็นเนื้อเป็นหนังของพรรคเพื่อไทย สิ่งที่เละเป็นโจ๊กก็คือเอ็กซิท โพลล์ หรือการสำรวจผลการเลือกตั้งหลังการลงคะแนนของสำนักต่างๆ ที่ชี้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ถึง 300 ที่นั่ง และกวาดคะแนนนิยมในกรุงเทพฯ อย่างถล่มท
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอ็กซิท โพลล์ มีความคลาดเคลื่อนก็คือประชากรที่ถูกสำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือการไม่ให้คำตอบที่เป็นจริง รวมทั้งการตอบส่งๆ ไป จึงทำให้ฐานข้อมูลบิดเบี้ยว ทั้งนี้เป็นเพราะคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อเรื่องสถิติหรือการสำรวจความคิดเห็นเท่าที่ควร และไม่ชอบเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคนทำโพลล์ประเภทนี้อยู่ไม่น้อย เพราะประชาชนสามารถจะทราบผลการเลือกตั้งได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และนั่นก็หมายความว่าสำนักต่างๆ จะได้หน้าหรือเสียหน้าแทบจะทันทีทันใดเช่นกัน
สิ่งที่น่ายินดีประการหนึ่งสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือการที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงถึงกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงถึงการตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงของระบอบประชาธิปไตยของไทยต่อไป และไม่สำคัญว่าคุณจะเลือกพรรคไหน ขอเพียงให้คุณเลือกด้วยใจก็พอแล้วละครับ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นที่พอใจหรือไม่ คุณก็ควรจะภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว
การเมืองและบ้านเมืองนั้น โดยแท้แล้วเป็นเรื่องของเราทุกคน หาใช่เป็นเอกสิทธิ์ของนักการเมืองไม่ แต่ตลอดอายุของประชาธิปไตยของไทย ประชาชนถูกทำให้รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่เกินความรู้ความสามารถของคนธรรมดา หรือแม้กระทั่งเป็นเรื่องอันตราย ย้อนหลังไปประมาณ 10 กว่าปีก่อน แทบไม่มีใครกล้าแสดงตัวว่าอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ เพราะเกรงจะถูกหาว่าใฝ่สูงเกินศักดิ์ ผิดกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ใครต่อใครก็ประกาศตัวที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเปิดเผยและแทบจะเป็นการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกันเลยทีเดียว
ซึ่งถ้ามองในแง่ดีก็ทำให้เห็นว่า เวลานี้นักการเมืองกล้าเปิดเผยตัวตนและเจตนารมณ์มากขึ้น ไม่กระมิดกระเมี้ยนเช่นเมื่อก่อน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ควรที่จะมีบทบาทและส่วนร่วมในทางการเมืองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งในด้านการติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและผู้แทนราษฎร การแสดงเจตจำนงในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การปกป้องทรัพยากร การต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น หรือการคัดค้านในเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลต่างๆ และการทำงานเคียงคู่กันไปของรัฐบาลกับประชาชน จะทำให้การเมืองและประชาธิปไตยของไทยมีคุณภาพ มีมิติ มีความโปร่งใส และมีความเข้มแข็งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่จะให้ภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐและภาคการเมืองนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องใจกว้างในการเปิดช่องทางให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และมีระบบในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งการทำงานร่วมกันเช่นนี้จะเป็นการลดช่องว่างและความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของรัฐบาลกับประชาชน และสิ่งนี้เองจะเป็นเสมือนเกราะเหล็กและฐานรากที่แข็งแกร่งของรัฐบาล เพราะรัฐบาลใดก็ตามที่ลอยฟ่องอยู่กับความคิดฝันของตัวเอง และจับกลุ่มอยู่แต่กับพรรคพวกของตนเอง โดยละเลยต่อความคิดความเห็นของประชาชน รัฐบาลนั้นต่อให้มีเสียงในสภาหนาแน่นขนาดไหน ก็อาจจะจบลงที่นอกสภาได้เหมือนกัน
ครับ ไหนๆ ก็จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว ผมอยากที่จะเห็นรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีคุณภาพ มีคุณค่า และมีคุณธรรม ที่ตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองให้สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ และพิสูจน์ตัวเองด้วยความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ในการทำงาน และทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด เวลานี้สิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการจะเห็นก็คือเสถียรภาพของชาติและความสงบสุขของบ้านเมือง ซึ่งเป็นโจทย์ที่อาจจะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปหรอกครับ



