ข่าว

"สมชัย ศรีสุทธิยากร"เปิด3ทฤษฎี...โพลล์..เพี้ยน!

"สมชัย ศรีสุทธิยากร"เปิด3ทฤษฎี...โพลล์..เพี้ยน!

07 ก.ค. 2554

ผลเอ็กซิทโพลล์ภายหลังการปิดหีบลงคะแนนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในช่วงค่ำ เมื่อผลเลือกตั้งส.ส.อย่างไม่เป็นทางการหลายพื้นที่เกิดพลิกผันดุเดือด

         กองเชียร์ของพรรคการเมือง 2 ข้างมีอาการที่แตกต่างกันราวกับฟ้าดิน ฝ่ายหนึ่งโห่ร้องกึกก้องเมื่อรู้ว่าได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น อีกฝ่ายหนึ่งช็อก งุนงงสงสัยถึงความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

          สวนดุสิตโพล เสนอตัวเลขพรรคเพื่อไทยสูงลิ่ว 313 คน ด้าน เอแบคโพลล์ นำเสนอตัวเลขกลางๆ ที่ 299 คน และ ศรีปทุมโพลล์ น้องใหม่ลดต่ำลงมาที่ 290 คน ขณะที่ของจริงอยู่ในระดับ 265 ที่นั่ง

          ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ โดยสวนดุสิตโพลมีความคลาดเคลื่อนสูงที่สุดร้อยละ 19.2 เอแบคโพลล์ ร้อยละ 17.2 และศรีปทุมโพลล์ คลาดเคลื่อนน้อยสุด ร้อยละ 12.8

          "การทายไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับผลคะแนนจริง เป็นปัจจัยที่ดึงให้ผลเอ็กซิทโพลล์โดยภาพรวมของประเทศผิดพลาดอย่างน่าใจหาย" รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศรีปทุมเอ็กซิทโพลล์ 54 กล่าวออกตัว

          ขณะเดียวกันผลเอ็กซิทโพลล์ในสนามกรุงเทพมหานครกลายเป็นดัชนีวัดความคลาดเคลื่อนได้อย่างชัดเจนชนิดที่เรียกว่า หน้ามือเป็นหลัง
 

         จากเดิมที่ผลการทำนายของทุกสำนักทำนายในจำนวนที่ไล่เลี่ยกันว่า พรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่าจะได้ไม่เกิน 5-12 ที่นั่ง ขณะที่ผู้ท้าชิงอย่างพรรคเพื่อไทยจะชนะขาดมีส.ส.ถึง 21-28 ที่นั่ง
 

         แต่เมื่อผลออกมาหักปากกาเซียนทั้ง 3 สำนักใหญ่ ปรากฏว่าประชาธิปัตย์ชนะไป 23 เขต ทิ้งคู่แข่งเพื่อไทยที่ได้รับเลือกตั้งมาเพียง 10 เขตเท่านั้น

          ความคลาดเคลื่อนที่เกินร้อยละ 10 ของทั้ง 3 สำนัก เป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ยากในแวดวงการวิจัย ที่หวังผลการคาดการณ์ที่ไม่ควรคลาดเคลื่อนเกินร้อยละ 5

          จึงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้แต่ละโพลล์มีปัญหาพร้อมใจกันผิด โดยใช้พื้นฐานมาจากความผิดพลาดในการทายผลเลือกตั้งในสนามกรุงเทพมหานคร

          อาจารย์สมชัย ยอมรับว่า สนามเลือกตั้งในกทม.เป็นสนามปราบเซียน สาเหตุที่โพลล์ทุกสำนักทายผิดอาจจะมาจาก 3 ทฤษฎีด้วยกัน 1. "คนเมืองกรุงตื่นสาย อยากสบายในวันหยุด"

          "เอ็กซิทโพลล์นั้นทำในช่วงเช้า ตั้งแต่ 08.00-13.00 น. ทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ พ่อค้าแม่ค้า คนจนเมือง ที่ต้องทำงานทุกวัน วันเลือกตั้งก็ต้องกระตือรือร้นไปเลือกในช่วงเช้าเพื่อทำมาหากินต่อในช่วงสาย"

          ในขณะที่คนที่ทำงานออฟฟิศ ซึ่งจะออกไปใช้สิทธิ์ช่วงบ่าย เพราะวันเสาร์-อาทิตย์คือวันหยุดที่สามารถนอนตื่นสายได้

          ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ มหาวิทยาลัยศรีปทุม บอกถึงทฤษฎีที่ 2 ว่า “พรรคดัง กระแสดี คนอยากแสดงตัว”

          "เวลาอาสาสมัครไปถามว่าเลือกใคร ฝ่ายที่คิดว่าชนะจะกล้าตอบ เพราะเป็นความภาคภูมิใจ แต่ฝ่ายที่คิดว่าแพ้ ก็จะเดินเลี่ยง ไม่ให้ความเห็น และอุปนิสัยของคนเมืองสองกลุ่มอาจแตกต่างกัน คือ คนจนเมือง พ่อค้าแม่ค้า จะกล้าตอบตรงๆ ว่าเลือกใคร แต่คนกทม.ไม่ให้ความร่วมมือในการตอบ"

          สุดท้ายทฤษฎที่ 3 "อะไรๆก็เป็นไปได้” ที่ รศ.สมชัย ได้ตั้งข้อสังเกตเหมือนพวกขี้แพ้ชวนตีว่า "ผลการเลือกตั้งใน กทม.สามารถสั่งได้" อาจจะมีการทุจริตในขั้นตอนการนับคะแนน ทำให้ผลคะแนนจริงออกมาผิดจากเอ็กซิสโพลล์อย่างมาก

          "เห็นได้จากมีบัตรเสียทั่วประเทศกว่า 2 ล้านใบ และในจำนวนนั้นเป็นของกทม.อยู่ไม่น้อย บางเขตเลือกตั้งในกทม.มีบัตรเสียสูงถึง 3-4 พันใบ" นักวิชาการผู้นี้ยกเหตุผลที่น่าคิด แต่ยอมรับว่า ทฤษฎนี้พิสูจน์ได้ยาก เพราะทุกอย่างได้ถูกปิดหีบไปแล้ว
 

         เอ็กซิทโพลล์วันนี้กำลังถูกท้าทายอย่างยิ่งว่า จะเป็นศาสตร์การวิจัยที่น่าเชื่อถือหรือเป็นเพียงวิชาโมเม อาศัยความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนเป็นเครื่องมือทำมาหากินของนักวิจัยบางคนเท่านั้น
 

         ความถูกต้องแม่นยำกอปรกับการเป็นนักวิชาการที่เป็นมืออาชีพ จะช่วยให้เอ็กซิทโพลล์มีชีวิตอยู่ต่อไป การแสวงหาผลประโยชน์ การใช้วิชาการอย่างฉ้อฉล จะทำให้ผู้ทำเอ็กซิทโพลล์ไม่มีที่ยืนในสังคม
 นี่คือ...สัจธรรม