
สัญญาณเริ่มชัดแดงอุดมการณ์กับแดงเพื่อไทย
ถ้อยคำแถลงของ "ธิดา ถาวรเศรษฐ" รักษาการประธาน นปช. ที่ระบุว่า "เราไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใด จะทำหน้าที่ตรวจสอบในการทำงานของรัฐบาล" คล้ายเป็นกำลังใจ แต่อีกนัยหนึ่งเหมือนทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านนอกสภาในฐานะมวลชนคนเสื้อแดงคอยตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล
ในขณะที่ วรวุฒิ ชัยดิษฐ รักษาการโฆษก นปช. กลับบอกว่า หน้าที่ของนปช.คือการช่วยเหลือและประคับประคองรัฐบาล
สัญญาณที่ส่งจากเวทีเดียวกัน แต่ไปคนละทิศ ถือว่าไม่ใช่เรื่องดีในขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" กำลังจะฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี เนื่องจากคำพูดของ "ธิดา" ชวนให้ตีความได้หลายอย่าง
"ธิดา" นอกจากเป็น "รักษาการประธาน นปช." แล้ว อีกสถานะหนึ่งคือ เป็นภรรยาของ "หมอเหวง โตจิราการ" ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.
ที่ผ่านมาแนวทางการขับเคลื่อนของ "คนเสื้อแดง" มีรูปแบบลักษณะต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ จะเห็นได้จากแนวทางการต่อสู้ที่ใช้วาทกรรม "ไพร่-อำมาตย์" มีพฤติกรรมไม่ชอบกองทัพ และโจมตีชนชั้น "อำมาตย์"
การขับเคลื่อนของ "พรรคเพื่อไทย" กับ "คนเสื้อแดง" ที่ผ่านมาเป็นคู่ขนานทำงาน 2 ขา ด้านหนึ่งทำหน้าที่มวลชนนอกสภา และที่พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ในสภา แนวทางการขับเคลื่อนสอดรับกัน
แต่ปัจจุบันสถานะของ "พรรคเพื่อไทย" เตรียมตัวเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศต้องปรับบทบาทประนีประนอมกับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่ "คนเสื้อแดง" เรียกว่า "อำมาตย์" และ "กองทัพ" เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและแตกหัก
ในขณะเดียวกัน "แกนนำ นปช." ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย และได้รับการคัดเลือกเตรียมตัวเป็น "ว่าที่ส.ส." ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่สำคัญ "แกนนำ นปช." เหล่านี้ต้องอาศัยความเป็น "ส.ส.เพื่อไทย" เป็นสถานะคุ้มครองทางการเมือง
ในวันนี้ "คนเสื้อแดง" และ "พรรคเพื่อไทย" อุดมการณ์เริ่มเห็นความแตกต่าง แต่จำต้องอยู่ด้วยกัน!
แต่การอยู่ร่วมกันระหว่าง "คนเสื้อแดง" กับ "พรรคเพื่อไทย" จำต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการแลกเปลี่ยน จะเพื่อ "ปิดปาก" หรือให้การเคลื่อนไหวเพลาๆ ลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลง
ส่วนการแลกเปลี่ยนจะเป็นสิ่งไหน จะได้รับการตอบสนองช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความเหมาะสม... แต่ "ต้องได้"
เพื่อประคองให้รัฐบาลเดินหน้าทำหน้าที่ "บริหารประเทศ" ต่อไปให้ได้ ข้อแลกเปลี่ยนของพรรคเพื่อไทยบางครั้งอาจต้องแพงกว่าที่คิด เพื่อแลกกับสิ่งที่ตัวเองมีเวลาบริหารงานสะดวกและนานขึ้น
มีข้อเสนอภายในว่า หากต้องการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" ก็ให้คณะกรรมการ นปช.มีมติปลด "ธิดา" เพราะเป็นเพียง "รักษาการนปช." เพราะเชื่อว่าสุดท้ายจะบานปลายกลายเป็นการขัดแย้งกันเอง ไม่ต่างจากกรณีภาพของ "พรรคประชาธิปัตย์" กับ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่ปัจจุบันกลายเป็นคนละขั้วและเป็นหอกทิ่มแทงเมื่อ "การเมือง" ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ
นับจากนี้ให้จับตา "แกนนำ นปช." ที่เข้าไปมีบทบาททางการเมือง เพราะการที่ "แกนนำนปช." เลือกเส้นทางการเมืองควบคู่กับ "การนำมวลชน" เนื่องจากต้องการแสวงหาความสำคัญทางการเมืองในนาม "ส.ส." ขณะเดียวกันการเลือกเป็นแกนนำมวลชนก็เพื่อแสวงหาการเป็น "แกนนำ นปช." เพื่อนำทั้งสองส่วนเป็นแนวทางเดินไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้แต่แรก
ถ้าเดินในแนวทางนี้ นปช.มี 2 ทางเลือก คือ 1.แยกตัวออกมาเป็นองค์กรมวลชนไปตั้งพรรคของตัวเองสู้กับพรรคเพื่อไทย 2.เข้ายึดกุมอำนาจการนำในพรรคเพื่อไทยโดยการผลักดันคนของตัวเองเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น "ครม.ปู 1" หรือ "ครม.ปู 2"
แต่ไม่ว่าจะเข้าไปยึดพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ เงื่อนและข้อเสนอจาก "แดงอุดมการณ์" ก็จะเป็นสิ่งเร้าให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยง ถึงแม้ว่า พรรคเพื่อไทย จะมี "แดงการเมือง" เข้าไปคานอำนาจ
นั่นเป็นการเมืองบนเวทีสาธารณะ แต่ในระดับมวลชน "แดงอุดมการณ์" ก็เร่งตั้งโรงเรียน นปช.เพื่อสร้างมวลชนเพื่อสร้าง "อำนาจการต่อรอง" อย่างต่อเนื่อง
ให้จับตาการเคลื่อนของ "คนเสื้อแดง" และ "แกนนำ นปช." ที่ขณะนี้อยู่ในสถานะของ "ส.ส." จะเดินทำงานกันต่อไปในลักษณะไหน หากถึงเวลาให้ตัดสินใจจะเลือก "แกนนำมวลชน" เพื่อนำมวลชนกดดันนอกสภา หรือว่าเลือกฝ่ายอุปถัมภ์เสรีนิยม
ขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" ก็ยังไม่พร้อมแตกหักกับ "คนเสื้อแดง" จะประคองความสัมพันธ์กันต่อไปในลักษณะไหน น่าติดตาม!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



