
'ปู'ยัน1ม.ค.ปีหน้าขึ้นค่าแรง300บาท
ยิ่งลักษณ์ เผยเริ่มใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท 1 ม.ค. ปีหน้า พร้อมปรับระบบภาษีหวั่นกระทบผู้ประกอบการ เล็งเลิกกองทุนน้ำมันทันที ม.หอการค้าไทยสำรวจความเห็นเอกชน มองนโยบายรัฐบาลใหม่ทำได้แค่ครึ่งเดียว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ว่า นโยบายนี้ไม่ได้หายไปจากเรื่องเร่งด่วนของเรา แต่อยู่ในขั้นของการศึกษารายละเอียด ที่อาจจะต้องเริ่มในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า เนื่องจากต้องเชื่อมโยงกับนโยบายลดภาษีส่วนบุคคล ทั้ง 2 เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน และยังต้องหารือระหว่างไตรภาคี โดยภาษีนิติบุคคลที่ลดลงไป จะมีเงินมาเพิ่มในส่วนของค่าจ้างขั้นต่ำได้ด้วย ทั้งนี้ถ้าหากทำเพียงตัวใดตัวหนึ่งจะเป็นการผลักภาระให้กับบริษัท รวมทั้งในแง่ของปีภาษีซึ่งปกติต้องเริ่มในวันที่ 1 ม.ค. ทุกคนจะได้เตรียมตัวว่าปีหน้าค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไร
"ยืนยันว่านโยบายทั้งหมดของเราจะไม่ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง สำหรับนโยบายยกเลิกการจัดเก็บกองทุนน้ำมันนั้น ในหลักการจะยกเลิกการจัดเก็บเฉพาะ 3 ตัว คือ เบนซิน 95 เบนซิน 91 และ ดีเซล แต่ในส่วนอื่นยังปกติอยู่ ซึ่งเราก็จะคอยดูสถานะของเงินในกองทุนน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ยังมีอยู่ ทั้งนี้แนวนโยบายดังกล่าวจะไม่เป็นการผลักภาระให้กับประชาชน แต่ระยะยาวเราจะพิจารณาเป็นช่วงๆ โดยช่วงต้นจะดูแลรูปแบบนี้ก่อน แต่หากเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น เราอาจจะขอปรับให้มีการเก็บคืนมาเหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นช่วงๆ ไป โดยจะทำนโยบายนี้ทันที แต่คงต้องให้ทีมเศรษฐกิจพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมด เรื่องนี้จะนำไปบรรจุแผนงบประมาณด้วย" น.ส. ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ให้"ยิ่งลักษณ์"พูดคนเดียวหวั่นสังคมสับสน
รายงานข่าวแจ้งว่าระหว่างการประชุมวางกรอบนโยบายของรัฐบาลของทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยในวันนี้ ได้มีการประมวลในเรื่องของนโยบายที่ได้ประกาศไว้กับประชาชน พร้อมทั้งร่วมวางกรอบแนวทางนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งในระหว่างการหารือนั้น มีแกนนำทีมเศรษฐกิจได้กล่าวในที่ประชุมให้กำชับถึงการให้ข่าวแก่สื่อมวลชนในเรื่องของนโยบายหลักที่ประชาชนสนใจ เช่น นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เห็นควรว่าน่าจะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ตอบคำถามทุกอย่างกับสื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายหลักๆ ในช่วงการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด และคำตอบที่ได้จะได้เป็นแนวทางเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากก่อนหน้านี้นายโอฬาร ไชยประวัติ ทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาระบุว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่สามารถทำได้จริง จึงทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนและสับสนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เห็นพ้องต้องกันที่ให้ตนเป็นผู้ตอบคำถามแต่เพียงผู้เดียว แต่หลังจากการตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็สามารถตอบคำได้เช่นเดิม
เอกชนมองนโยบายรัฐบาลใหม่ทำได้แค่ครึ่งเดียว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า งบประมาณที่จะนำมาขับเคลื่อนนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยนั้น คาดว่าจะต้องใช้เงินประมาณ 3-4 ล้านล้านบาท ในช่วง 4 ปี และเงินที่นำมาใช้อาจจะมาจากเงินภาษีที่เก็บได้มากขึ้น, การกู้ และการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการต่อนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนใหญ่ 43.6% เชื่อว่ารัฐบาลสามารถทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ครึ่งหนึ่ง และอีก 35% มองว่าทำได้มากกว่าครึ่ง
ทั้งนี้ ทีมเศรษฐกิจควรชี้แจงรายละเอียดของนโยบายให้สังคมทราบ เพื่อความชัดเจนและความมั่นใจ เช่น การปรับโครงสร้างราคาพลังงานโดยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน ที่จะเป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศและการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการรับจำนำยังไม่มีความชัดเจนว่าจะรับจำนำในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งหากรับจำนำทั้งหมดจะมีผลกระทบต่อกลไกตลาด เพราะเอกชนจะหาซื้อข้าวเปลือกไม่ได้ หากจะต้องซื้อที่ 1.6-1.7 หมื่นบาท ทำให้ผู้ส่งออกข้าวจะส่งออกไม่ได้ ข้าวทั้งหมดจะไปอยู่ในมือรัฐบาล
ส่วนความกังวลต่อประเด็นต่างๆ ในการใช้นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ จากคะแนนเต็ม 10 ความกังวลสูงสุด ได้แก่ เรื่องงบประมาณที่จะใช้ตามนโยบาย 8.5 คะแนน รองลงมาคือ นโยบายของรัฐบาลเป็นประชานิยมมากเกินไป 8.4 คะแนน การบิดเบือนราคาสินค้าเกษตร 8.3 คะแนน ซึ่งจากผลการเลือกตั้งทำให้เอกชนส่วนใหญ่ 50.8% เชื่อว่าการเมืองจะมีเสถียรภาพปานกลาง อย่างไรก็ตาม หากไทยยังขาดเสถียรภาพทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมาก ดังนั้นเมื่อถามถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง 51.4% ตอบว่าจะขยายตัว ขณะที่ 32% ตอบว่าชะลอตัวและ 16.6% ตอบว่าทรงตัว
"จะเห็นว่า นักธุรกิจคาดหวังกับเสถียรภาพทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง จึงเชื่อมั่นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะดี แต่ยังเป็นห่วงเรื่องวินัยทางการคลัง ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่ภาพรวมหากการเมืองมีเสถียรภาพต่อเนื่อง เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจทั้งปีมีโอกาสจะขยายตัวได้ 4.5-5%" นายธนวรรธน์ กล่าว
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดการณ์ว่า ภายหลังการเลือกตั้งหากการเมืองมีเสถียรภาพอาจทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ในกรอบ 4.5-5% โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่รัฐบาลสามารถสร้างความปรองดองในสังคมให้ดีขึ้น และไม่เดินหน้านิรโทษกรรม นอกจากนี้ผลสำรวจยังระบุถึงคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีที่เหมาะสมว่าควรเลือกจากบุคคลที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ตรงกับงาน เป็นผู้ที่สังคมยอมรับ และไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งมีความซื่อสัตย์สุจริต



