
'เสนาะ'ปรามเลิกตั้งครม.รายวัน
"เสนาะ" ปรามเลิกตั้ง ครม.รายวันตามหน้าหนังสือพิมพ์ ยันระดับสูงจะหารือวางตัวผู้เหมาะสมหลัง กกต.รับรอง ตีกันเสื้อแดงไม่เหมาะนั่ง รมต. อ้างเคลียร์ทุกฝ่ายเข้าใจแล้ว สดศรี เผยกกต.จะรับรองจตุพรก่อนสอยทีหลัง
(6ก.ค.) นายเสนาะ เทียนทอง ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายอ้วน พรหมจักร เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีหลังพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งว่า วันนี้ผลการเลือกตั้งมีความชัดเจนถึงการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้นควรนำเอาสิ่งที่อาสาไว้กับประชาชน เพื่อเข้ามาทำงาน ให้กับบ้านเมือง ไม่ใช่มาเตะตัดขาหรือให้ร้ายป้ายสีกัน จนในที่สุดไม่ต้องทำอะไรเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับตนมาโดยตลอดที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศของเราซึ่งเคยอยู่ในลำดับท้ายๆของการทุจริตคอรัปชั่น ข้ามขึ้นมาอยู่ ในระดับแนวหน้าของการคอรัปชั่นเป็นอาการหัวส่ายหางก็ส่าย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้รัฐสภาจะเป็นผู้กำหนดชะตาของบ้านเมือง โดยรัฐสภาชุดนี้มาจากการตัดสินใจของประชาชน
“ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ประชาชนตื่นตัวกับการเลือกตั้ง กระแสชนะกระสุน ความถูกต้องชนะความไม่ถูกต้อง คนเราจะพิสูจน์กันได้ตอนที่มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจแล้วไม่มีคุณธรรมสิ่งที่ตามมาคือความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาและรักษาการนายกฯ มีโอกาสบริหารประเทศ2 ปีก็ได้พิสูจน์ไปแล้วว่าทำได้แค่ไหน และบ้านเมืองเป็นอย่างไร แต่สำหรับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองที่ตกต่ำให้ฟื้นฟูได้อย่างไร ” นายเสนาะ กล่าวและว่า
ขณะนี้มีกระแสข่าวการแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ซึ่งตนไม่ต้องการให้กล่าวหากัน ข่าวที่ออกมาเป็นการประเมินกันเองของสื่อหรือมีการปล่อยข่าว ยืนยันว่าในระดับผู้ใหญ่ยังไม่มีการพูดกันเลยและจะยังไม่มีการหารือจนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะรับรองผลการเลือกตั้ง โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าระดับสูงจะหารือกันเรื่องการวางตัวบุคคลได้อย่างรวดเร็ว เพราะในพรรคมีบุคลากรที่มีความเหมาะสมอยู่เป็นจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นักวิชาการวิเคราะห์ว่า รัฐบาล “ ยิ่งลักษณ์ 1 ” จะมีอายุสั้น นายเสนาะ ย้อนถามสื่อว่า อายุจะสั้นได้อย่างไรเพราะมีเสียง เกินครึ่งไปตั้ง 49 เสียง เสียงต่างกันเป็นร้อย ซึ่งประเทศชาติจะปรองดองกันได้ ทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่บนความถูกต้อง การปรองดองจะแก้กันในแบบที่ผ่านมาไม่ได้ ต้องใช้จารีตประเพณี หรือนักเลงโบราณคือพูดกันอย่างพี่น้อง ที่พูดกันอย่างเดียวไม่ต้องเปิดกฎหมาย ว่าใครผิดใครถูก
ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำคนเสื้อแดงเหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของระดับผู้ใหญ่เชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดความแบ่งแยกต้องได้รับการแก้ไข ตอนนี้ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยสั่งคนเสื้อแดงได้ หรือจะไปเอาคนเสื้อแดงมาเป็นเครื่องมือ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้แกนนำคนเสื้อแดงมาเป็นรัฐมนตรีและไม่ต้องมาพูด เพราะคนเสื้อแดงไม่โง่ พวกเขามีความรับผิดชอบ ไม่ต้องการเกิดปัญหาและถูกขยายผลไปเป็นอย่างอื่น คนเสื้อแดงก็รู้ว่าถ้าขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีจะมีปัญหา ซึ่งกรณีดังกล่าวตนได้คุยทั้งกับระดับสูงและคนเสื้อแดงแล้ว
เมื่อถามว่า คนตระกูล “ เทียนทอง ” มีส.ส. 5 คน สนใจจะเข้าไปช่วยทำงานปรองดองและรับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงใด นายเสนาะ กล่าวว่า ตนบอกลูกๆหลานๆ ทุกคนให้ใช้ชีวิตหาประสบการณ์ไปก่อนไม่ให้ใช้บารมี ของตนที่ผ่านมาแม้จะได้เป็น รัฐมนตรีช่วย ตนก็ยังไม่ให้เป็น แต่วันนี้ ยังไม่รู้ว่ามีความจำเป็นต้องไปนั่งเองหรือไม่ ซึ่งจะได้มีการพูดคุยกับคนระดับสูงไม่กี่คน เพื่อสรรหาคนดีให้เข้ามามีอำนาจปกครอง ทั้งนี้ขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนไม่ต้องไปตั้ง ครม.ตามหน้าหนังสือพิมพ์เพราะจะทำให้เกิดความสับสนและความแตกแยกตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล หาก กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจะมีการพูดคุยกันระดับต่างๆ เพราะการวางตัวบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยังภารกิจสำคัญที่จะต้องนำนโยบาย ในการหาเสียงมากำหนดเป็นนโยบายรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ขอให้มั่นใจได้ว่า “ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ” จะทำงานแก้ปัญหาได้ทันที วันนี้โผครม.ยังไม่มี ความชัดเจนเดียวที่มีคือ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งตรงนี้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรกับบทบาท “ ปั้นนายกฯ คนที่4 ” นายเสนาะ กล่าวว่า อย่ามาถามอย่างนี้ เรื่องปั้นนายกฯเป็นอันตรายกับตน ทำให้คนหมั่นไส้ ที่ผ่านมาบทบาทของตนคือเล่นการเมือง และอยู่กับประชาชน เมื่อมีอำนาจก็ใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง นักการเมืองคือคนที่อาสาเข้ามาจึงต้องระวังที่สุด ถึงการใช้อำนาจ ที่ต้องมีคุณธรรม และโปร่งใส ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน
“ณัฐวุฒิ”อุ้ม“จตุพร”ไม่ขาดคุณสมบัติเป็นส.ส.
ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคุณสมบัติการเป็นส.ส.ว่า เมื่อ กกต.ได้ตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของนายจตุพรให้เป็นผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อซึ่งในขณะนั้นนายจตุพรก็ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วย ดังนั้นจึงถือว่านายจตุพรมีสถานะในการดำรงตำแหน่งส.ส.ตามกฎหมาย ในตอนนี้กกต.ก็ไม่ได้มีการร้องคัดค้านคุณสมบัติแต่อย่างใด ประกอบกับผลการเลือกตั้งที่ออกมาพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อถึง 61 คน และนายจตุพรก็เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 8 ดังนั้นจึงมีสถานะความเป็นส.ส.โดยอัตโนมัติ ส่วนตัวแล้วเชื่อว่านายจตุพรจะได้รับการรับรองให้เป็นส.ส.อย่างแน่นอน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนการตีความเรื่องคุณสมบัติของนายจตุพรนั้น หากจะกระทำก็ต้องทำในชั้นศาล เนื่องจาก กกต.ไม่มีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว เพราะกกต.มีอำนาจเพียงพิจารณาให้ใบเหลืองและใบแดงกับผู้สมัครที่พบการกระทำผิดในช่วงเลือกตั้งและหาเสียงเท่านั้น ซึ่งในช่วงดังกล่าวไม่พบการตรวจสอบว่านายจตุพรการกระทำผิดในลักษณะเช่นนี้ แต่การที่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายจตุพรนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยปฏิเสธการตรวจสอบของทุกฝ่าย แต่เรื่องนี้ตนได้สอบถามกับฝ่ายกฎหมายและได้คำตอบว่ากกต.ไม่มีอำนาจ อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้กกต.ดำเนินการเรื่องนี้ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งต้องไม่หวั่นไหวและตกเป็นเครื่องมือของใคร
“ขณะนี้นายจตุพรถูกคุมขังอยู่ในคุก ส่วนผมก็อยู่ข้างนอกก็เจ็บปวด คนเราถ้าจะเหยียบกันก็ต้องเหยียบอย่างมีหลักการ ต้องเหยียบอย่างนักเลงทำกัน ไม่ใช่ว่ากฎหมายไม่ให้ช่อง ความชอบธรรมไม่มี แต่จะไล่บีบกันอย่างเดียว ผมไม่อยากเห็นภาพนี้ แต่ถ้ายืนยันจะทำกันแบบนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่อยากจะให้กกต.แสดงความชัดเจนโดยเร็ว ” นายณัฐวุฒิกล่าว
สำหรับกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ ออกมาสนับสนุนให้เป็นรัฐมนตรีนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้แล้วแต่พรรคจะพิจารณา ถ้าพรรคให้ทำงานอะไรตนก็พร้อม แต่ถ้าพรรคไม่ให้ก็ไม่ทำ กลองจะดีต้องให้คนอื่นตีแล้วดัง ถ้ากลองอยู่ดีๆ แล้วดังเองนั่นเป็นกลองผีสิง อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ไรเพราะไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้ ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าหากคนเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรีจะกลายเป็นสายล่อฟ้าในรัฐบาลนั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมาพรรคไหนก็มีสายล่อฟ้ากันทั้งนั้น แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่ไหนก็ยังมีคนต่อต้าน ที่ผ่านมาพวกตนไม่เคยพูดเลยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี มีแต่นายอภิสิทธิ์ที่คอยแต่งตั้งให้
“สดศรี”เผยกกต.จะรับรอง“จตุพร”ก่อนสอยทีหลัง
นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกกต. ได้รับทราบความเห็นของฝ่ายกฎหมายและด้านบริหารงานเลือกตั้งของสำนักงานกกต.ได้เสนอกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 พรรคเพื่อไทย ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะทำให้ประกาศผลการเลือกตั้งให้เป็นส.ส.ได้หรือไม่ โดยกกต.จะประกาศรับรองให้นายจตุพรเป็นส.ส.ไปก่อนพร้อมกับผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งรายอื่นๆ ที่ไม่มีเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้มีเรื่องร้องเรียน 236 เรื่อง เมื่อกกต.ตรวจสอบแล้วไม่มีผู้ใดถูกร้องคัดค้านก็สามารถประกาศรับรองได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ จากนั้นในกรณีของนายจตุพร กกต.จะรับรองให้เป็นส.ส.ก็จะยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายจตุพรว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยกกต.จะส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที และจะขึ้นอยู่กับประธานสภาฯว่าจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเมื่อใด เนื่องจากในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาไว้
เมื่อถามว่านายจตุพรจะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองความเป็นส.ส.ได้หรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า วันที่กกต.ได้ประกาศรับรองการเป็นส.ส.ของนายจตุพร ส่วนการปฏิญาณตนเป็นเพียงพิธีกรรม
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมกกต.วันเดียวกันนี้ได้รับทราบความเห็นที่สำนักงานกกต.โดยด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง และสำนักกฎหมายคดีที่ชี้แจงต่อที่ประชุมกกต. ในกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ยังถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลในวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งนั้น ทั้งนี้ สำนักงานกกต.พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเข้าองค์ประกอบครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 101 (3) และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 20 มาตรา 19 และมาตรา 8 แล้ว โดยนายจตุพร จะพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยในวันเลือกตั้ง แต่เนื่องจากการเกิดเหตุในห้วงเวลาดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจ กกต. หรือศาลฎีกาในการเพิกถอนการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงเป็นกรณีที่กกต..อาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วจึงส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าสมาชิกภาพของส.ส.สิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.มาตรา 10 (11) หรือไม่
รายงานข่าวระบุว่า ส่วนประเด็นนายจตุพร จะขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ทางสำนักงานกกต.เห็นว่านายจตุพรมีคุณสมบัติครบถ้วนในขณะสมัครรับเลือกตั้งและมีคุณสมบัติครบถ้วนมาโดยตลอดก่อนถึงวันเลือกตั้ง หากจะมีกรณีที่ทำให้นายจตุพรขาดคุณสมบัติ ก็คือนายจตุพรขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (3) โดยผลของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 20 มาตรา 19 และมาตรา 8 และจะต้องพิจารณาประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 ซึ่งมีองค์ประกอบว่าจะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ในประเด็นดังกล่าวไม่มีข้อต้องพิจารณาว่านายจตุพรมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งแต่ประการใด เพราะบทบัญญัติได้ยกเว้นให้นายจตุพรใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ แม้จะถูกคุมขังโดยหมายของศาล
“บรรหาร”เผย“เนวิน”เข้าใจเหตุ"ชทพ."ร่วมรัฐบาล"พท."
นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่าได้ทำความเข้าใจกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว ที่พรรคชาติไทยพัฒนาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ว่า นายสมศักดิ์ไปคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ก็เข้าใจกันดี เหตุการณ์เป็นอย่างไร เพราะอะไร เข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรขุ่นข้องหมองใจกัน ความจริงวันนี้ตนนัดคุยกัน แต่นายเนวินขอพักผ่อน คงได้เจอกัน ฝากความคิดถึงด้วย อากับหลานก็ยังเป็นเหมือนเดิม และจะนัดทานข้าวกันอีก
สั่งปรับฮวงจุ้ย"ชทพ."เสริมดวงเพิ่มพลังหลังการเลือกตั้ง
ที่พรรคชาติไทยพัฒนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา นายบรรหาร พร้อมด้วยนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรค ได้เดินสำรวจทัศนียภาพภายในบริเวณหน้าอาคารสำนักงานของพรรค โดยนายชุมพล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากจะปรับฮวงจุ้ยของพรรคด้วยการตัดหรือย้ายต้นปาล์มใหญ่ออกไป ขณะที่ นายสมศักดิ์ ระบุว่า ทางที่ดีควรมีการนำต้นปาล์มมาเสริมอีกต้นเพื่อให้เป็นคู่กัน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีต้นปาล์มคู่กันแต่ได้มีต้นหนึ่งตายลงไป
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ก.ค.นายบรรหารได้เชิญซินแสผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับฮวงจุ้ย และพราหมณ์มาทำพิธีเพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับพรรคภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการซ่อมแซมเเครื่องทำน้ำพุซึ่งเสียมาเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับการตกแต่งสวนรอบๆอาคารสำนักงานของพรรคด้วยการนำดอกไม้ และต้นไม้บางประเภทมาตกแต่งเพื่อความสวยงาม
"ชทน."เตรียมถก"พท."ตั้งคณะทำงานร่วมร่างนโยบายรบ.
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ฐานะหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) เปิดเผยว่าภายหลังจากที่พรรคได้แสดงเจตนารมย์เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยแล้วขณะนี้อยู่ระหว่างหาเวลาที่เหมาะสมเพื่อพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลถึงเรื่องการกำหนดนโยบาย โดยการนำนโยบายของแต่ละพรรคมาหารือเพื่อกำหนดเป็นนโยบายภาพรวมของรัฐบาลต่อไป เบื้องต้นแกนนำของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ยังไม่ได้พูดคุยว่าจะนำเสนอนโยบายอะไรให้รัฐบาล
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความชัดเจนเรื่องตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี นพ.วรรณรัตน์ กล่าวปฏิเสธจะให้คำตอบ ระบุเพียงว่า "ผมยังไม่มีความเห็นใดๆ ถามผมให้ตายผมก็ยังไม่มีคำตอบ"
ขณะที่แหล่งข่าวจากชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ในวงรับประทานอาหารกลางวัน เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา แกนนำพรรคร่วม ได้หารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยถึงเรื่องการทำนโยบายภาพรวมของรัฐบาล โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะหารือเรื่องดังกล่าว ซึ่งแกนนำส่วนใหญ่ของพรรคร่วมเห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการ หรือคณะทำงานเพื่อมาหารือถึงความชัดเจนอีกครั้ง โดยนำนโยบายของพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมดมาเปรียบเทียบ โดยแบ่งเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความมั่นคง เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดก่อนจะนำไปร่างเป็นคำแถลงแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งต้องแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน
"ยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยได้รับฉันทามติจากประชาชน ให้มาเป็นแกนนำรัฐบาล ดังนั้นตัวนโยบายต่างๆ คาดว่าคงเป็นของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่จะว่าไปนโยบายของทุกพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล มีลักษณะเป็นประชานิยม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะปรับเข้าหากัน โดยหลักพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่เคยดูแลกระทรวงพลังงานมาก่อน อาจเน้นการนำเสนอนโยบายด้านพลังงานให้พรรคแกนนำได้ไปพิจารณา " แหล่งข่าวชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน กล่าว



