
'ผู้กองนัส'ร้องสื่อตร.รวบอีก3ทำแผน
'ผู้กองนัส' ร้องสมาคมสื่อขอความเป็นธรรม ข้อพิพาทกรณีจ้างวานกลุ่มชายฉกรรจ์เผาไล่ที่ ล่าสุดรวบได้3
จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 200 คนพร้อมอาวุธครบมือบุกขับไล่กลุ่มสภาประชาชนเครือข่าย 4 ภาค (สมัชชาคนจน) ที่แอบเข้ามายึดครองปลูกสร้างเพิงพักบนที่ดินของ บริษัทไทยอเมริกัน เท็กซ์ไทล์ จำกัด และบริษัท ไทยเมล่อนเท็กซ์ไทล์ จำกัด ริมถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จนเกิดการปะทะกันขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือผู้กองตุ๋ย อายุ 45 ปี เจ้าของบริษัท ธรรมนัสการ์ด จำกัด ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ. 1 หลังถูกศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับที่ จ.632/2554 ลงวันที่ 3 ก.ค. 54 ข้อหาก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ด้วยการจ้างวานให้วางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนที่อยู่อาศัยของผู้อื่น หลังให้พนักงานบริษัทบุกเข้าไปไล่ที่กลุ่มสมัชชาฯ โดยร.อ.ธรรมนัสได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก่อนจะใช้หลักทรัพย์เป็นบัญชีเงินฝากจำนวน 5แสนบาทประกันตัวออกไป
ล่าสุด วันที่ 6 ก.ค. ร.อ.ธรรมนัส ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ศูนย์ปฏิบัติการสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หลังเกิดเหตุตนไม่เคยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนถูกสังคมประณาม วันนี้เลยมาขอชี้แจ้งผ่านสื่อมวลชนว่า ตนเข้าไปซื้อที่ดินดังกล่าวจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(บสท.) ซึ่งไม่ใช่การประมูล และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของหลวงและไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าแต่อย่างใด แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นของเจ้าหนี้หลายรายที่ตนไปขอซื้อมา ซึ่งตนจ่ายเงินไปแล้วกว่า 320 ล้านบาท ในวันที่ 31พ.ค.54 มีการทำสัญญาซื้อขายและหลักฐานทุกอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ก่อนที่ บสท.จะปิดตัวไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. แล้วให้บริษัท จินดาประเมินทรัพย์ จำกัด ดูแลต่อ
กระทั่งวันที่ 1ก.ค. บริษัทธรรมนัสฯ ได้เข้ามาดูแลพื้นที่นี้ตามเงื่อนไขและมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า บริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลพื้นที่รอบนอกก่อนจะมีการโอน นอกจากนี้ยังได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อให้มาทำรั้วสังกะสีปิดทางเข้าออกไว้ด้วยหลังได้มีการเจรจากับแกนนำกลุ่มสมัชชาฯ ตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่าบริษัทจะเข้าไปเยียวยาและให้การช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในนั้นหากมีการย้ายออกจากพื้นที่ซึ่งก็ได้รับคำตอบจากแกนนำว่าชาวบ้านจะย้ายออกไป
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ช่วงเย็นวันที่ 1ก.ค. ตนได้รับรายงานมีการขว้างระเบิดออกมาจากในรั้ว ทำให้รปภ.ที่ส่งเข้าไปดูแลพื้นที่ได้รับบาดเจ็บ ตนจึงสั่งให้พนักงานหนีออกมาแล้วไปแจ้งความไว้ที่ สภ.คลองหลวง ในวันรุ่งขึ้น พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับกลุ่มคนที่ขว้างระเบิดจากภายในรั้วจำนวน 15คน และขอกำลังตำรวจเข้าไปดูแลในพื้นที่ให้ด้วย
ต่อมา ตนก็ได้ไปเจรจากับกลุ่มแกนนำสมัชชาฯ และได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ที่ตนนับถือถึงการแก้ปัญหาและเยียวยากลุ่มสมัชชาฯ เพราะตนได้วางเงินซื้อที่ดินและตั้งใจจะทำมาหากินในพื้นที่นี้ และขณะนั้นมีชาวบ้านซึ่งเป็นคนอีสานกว่า 100 คนทำงานอยู่ย่านนวนคร มาอาศัยอยู่ในพื้นที่ ทราบว่าแต่ละคนเสียเงินค่าสร้างกระต๊อบรวมแล้วประมาณ 15,000 บาทต่อหลัง ตนก็รับปากว่าจะช่วยเหลือตรงนี้ให้พร้อมกับให้เงินเป็นค่ารถกลับบ้านด้วย ซึ่งชาวบ้านก็รับปากว่าจะเดินทางกลับแต่ก็มาเกิดเรื่องก่อน
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่ออีกว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ของตนกำลังช่วยชาวบ้านย้ายข้าวของ อยู่ๆก็มีการขว้างระเบิดและยิงปืนออกมาจากในพื้นที่จนเกิดการชุลมุนวุ่นวายไปหมด จนเหตุการณ์ชุลมุนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จากนั้นก็มีการยิงกันเกิดขึ้น
ต่อมามีการนำเสนอผ่านสื่อว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นลูกน้องของตน ซึ่งตรงนี้ตนขอยืนยันว่าจากภาพที่ปรากฏในสื่อจะเห็นว่าชายฉกรรจ์ที่ก่อเหตุจะมีผ้าสีเขียวผูกไว้ที่คอทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่พนักงานของตนเพราะรปภ.ของบริษัทธรรมนัสจะสวมชุดคล้ายตำรวจ 191และมีบัตรห้อยทุกคน ส่วนคนที่เป็นหัวหน้าชุดก็จะสวมชุดซาฟารีเห็นชัดเจน และตนก็ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร
“ที่ผมไปมอบตัวที่ศาลธัญบุรีนั้น เพราะหลังมีการออกหมายจับผม ก็ได้ไปที่ศาลเพื่อขอความเป็นธรรมว่าทำไมไม่ออกหมายเรียก หรือเรียกไปพูดคุยกันดีๆ เพราะผมก็เป็นคนมีหลักแหล่งและมีหน้ามีตาทางสังคม จึงมาที่ศาล พอศาลใต่สวนแล้วระบุว่าไม่สามารถถอนหมายจับได้ จึงให้ทนายประสานตำรวจสภ.คลองหลวง มาที่ศาลธัญบุรีเพื่อมอบตัว ก่อนจะประกันตัวออกไป และก็ไม่ได้หลบหน้าสื่อมวลชน แต่ต้องการให้ไปสัมภาษณ์ในที่เกิดเหตุมากกว่า” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนต้องขอขอบคุณกลุ่มสมัชชาฯ ที่รับปากว่าจะย้ายออกจากพื้นที่และได้ย้ายออกไปจริงบางส่วน สุดท้ายก็ยังยืนยันว่าจะให้การเยียวยาชาวบ้านในพื้นที่นั้นที่ยังเหลืออยู่ และยืนยันที่จะเข้าไปใช้สิทธิในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากตนได้ซื้อที่ดินดังกล่าวไว้ทำธุรกิจ ซึ่งจะต้องจ่ายเงินอีกนับหมื่นล้านในการลงทุน พร้อมขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้โอกาสตนได้ชี้แจงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น หลังตกเป็นจำเลยสังคมอยู่ฝ่ายเดียว
ตร.รวบชายชุดดำอีก 3 นำไปทำแผน
สำหรับ ความคืบหน้าคดี พล.ต.ต.ชิษณุพงศ์ ยุกตะทัต รองจเรตำรวจ (สบ 7) รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี (รรท.ผกก.สภ.คลองหลวง) พ.ต.อ.วิสูตร ฉัตรชัยเดช รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.สืบพงษ์ ภาษยะวรรณ รอง ผบก. พ.ต.อ.อำนาจ จันทร์เจริญ รอง ผบก. พ.ต.อ.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผกก.สส.ภ.จ.ปทุมธานี
ได้ร่วมกันนำตัวผู้ต้องหาตามหมายจับคือนายสมพงษ์ แดงขำ หรือ “อ้วน” อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61/1 ม.17 ต.กระชอน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ตามหมายจับเลขที่ 635/2554 ลงวันที่ 4 ก.ค.54 นายสำฤทธิ์ แดงขำ อายุ 25 ปี หมายจับเลขที่ 654/2554 ลงวันที่ 6 ก.ค.54 และนายบุญเพ็ง แก้วพวง หมายจับเลขที่ 653/2554 ลงวันที่ 6 ก.ค.54 ในข้อหา “ร่วมกันวางเพลิงโรงเรือนที่คนอาศัยอยู่” พร้อมนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณ บริษัทไทยอเมริกันเท็กซ์ไทล์ จำกัด และบริษัทไทยเมล่อนเท็กซ์ไทล์ จำกัด ริมถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ไปทำแผน
จากการสอบสวนนายสมพงษ์ แดงขำ หรือ “อ้วน” อายุ 30 ปี ให้การว่า ตนมีอาชีพขับวิน จยย.รับจ้าง อยู่ที่บริเวณป้ายรถเมย์ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร โดยวันที่เกิดเหตุ ได้มีคนมาว่าจ้างให้ไปช่วยกันไล่ที่บริเวณที่เกิดเหตุ โดยเสนอราคาคนละ 800 บาท โดยให้รถมารับบริเวณหน้าวิน จยย. จนมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ทราบว่ามีชุดที่เข้ามาบุกปูทางไปก่อนแล้วชุดหนึ่ง ส่วนตนเป็นชุดที่สอง โดยสวมใส่เสื้อแขนยาวสีดำ พร้อมพันผ้าสีเขียวเป็นสัญญาลักษณ์
ทั้งนี้ เมื่อบุกเข้าไปข้างในทางด้าน กลุ่มที่มาด้วยต่างแยกย้ายกันไปคนละทางโดยตนยืนอยู่บริเวณ ทางแยกเพื่อคอยดู มีเพียงนายสำฤทธิ์ แดงขำ และนายบุญเพ็ง แก้วพวง เป็นผู้ลงมือพร้อมพวกอีกหลายคนได้เริ่มทำการเผาบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ตามคำสั่งของคนที่พามา หลังจากเกิดเหตุได้กลับไปขึ้นรถกลับมายังที่วิน จยย. ก่อนจะมาวิ่งรถตามปกติ จนมาทราบข่าวว่าตนถูกออกหมายจับ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจะมาจับกุมตัวได้ดังกล่าว
ด้าน พล.ต.ต.ชิษณุพงศ์ ยุกตะทัต รองจเรตำรวจ (สบ 7) ซึ่งได้รับคำสั่งให้มารักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวเปิดเผยว่า ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกรวบรวมเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด มาประมวลผลที่ได้สั่งงานไป ซึ่งวันนี้ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นบุคคลตามหมายจับที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายไป และวันนี้ทางพนักงานสอบสวนจะได้เร่งออกหมายจับตามภาพถ่ายจาก นสพ.และทีวี เพิ่มเติมอีกต่อไป



