
มีสามีเป็นชาวต่างชาติ "อย่าแคร์สายตาคนมอง"
บ้านชั้นเดียวหลังเล็กในซอยลึกในหมู่บ้านหนองไฮ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4-5 กม. ไม่ได้ดูหรูหราเหมือนบ้านของภรรยาชาวต่างชาติคนอื่นๆ ที่มีบ้านหลังใหญ่โต แต่บ้านหลังเล็กของครอบครัว "โฮฟมันน์" เปี่ยมไปด้วยความรักความสุข ของสองสามีภรรยา "มาร์คุส-
"มาร์คุส" ชายชาวเยอรมันที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชีวิตจะต้องย้ายจากอีกซีกโลกหนึ่งมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย หลังเรียนจบก็ทำงานเป็นผู้จัดการฝึกหัดที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง มีชีวิตเรียบง่าย สบายๆ เพราะเป็นบุตรชายคนเล็กของครอบครัว
แต่เมื่อเพื่อนได้มาเที่ยวเมืองไทย แล้วกลับไปเล่าถึงสถานที่อันสวยงามของเมืองไทย ผู้คนมีน้ำใจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกและดี ทำให้ "มาร์คุส" สนใจอยากจะมาใช้ช่วงฮอลิเดย์ในเมืองไทยบ้าง เขาจึงเริ่มต้นหาข้อมูลของไทยแลนด์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากอินเทอร์เน็ต โดยพุ่งตรงไปที่เว็บไซต์หาคู่ เพื่อค้นหาคนไทยพูดคุยสอบถามรายละเอียดตอบข้อสงสัยต่างๆ โดยตรง ก่อนเดินทาง
เป็นจังหวะเดียวกับที่ "พรรณจรีย์ หรือ น้องนุ้ย" ซึ่งทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศสายการบินเยอรมันแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ เกิดอาการอกหักรักคุด จึงเข้าท่องเว็บหาคู่ เผื่อจะเจอคนดี พูดคุยทางตัวหนังสือกับคนต่างชาติก็หลายคน แต่มาสะดุดที่ "มาร์คุส" เพราะเขียนแนะนำตัวว่า มาหาข้อมูลท่องเที่ยวของประเทศไทย
"เขามาทำอะไรในเว็บหาคู่" เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาในสมองของน้องนุ้ย จึงเข้าไปพูดคุยด้วย ตลอดเวลาที่เริ่มรู้จักกัน เรื่องราวที่พูดคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเมืองไทย ไม่มีเรื่องชู้สาว แต่เมื่อนานวันเข้าหมดเรื่องคุยก็เริ่มสอบถามถึงเรื่องราวส่วนตัว กลายเป็นความสนิทสนมผูกพันขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเกือบปี "มาร์คุส" ก็ขอขยับฐานะจากเพื่อนมาเป็นแฟน
ปลายปี 2551 มาร์คุสจึงเดินทางมาประเทศไทย โดยน้องนุ้ยไปรอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันนั้นเครื่องมาช้าไป 5 ชั่วโมง ในสมองของมาร์คุสและน้องนุ้ย ต่างคนต่างคิดไปต่างๆ นานา มาร์คุสลุ้นระทึกว่าหญิงไทยที่เขาหลงรักจะยังรอเขาอยู่หรือไม่ ขณะที่น้องนุ้ยก็ลุ้นว่าภาพถ่ายแทนตัวในเว็บไซต์จะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ หากไม่ใช่ก็จบกัน เพราะถือว่าไม่จริงใจ
ทันทีที่เห็นหน้า ข้อสงสัยของทั้งสองพลันหายไป กลายเป็นความตื่นเต้นยินดีที่ได้พบคนที่ตัวเองรอคอยมายืนตรงหน้า ได้พูดคุยกันได้ไปเที่ยวด้วยกันหลังจากนี้
"พัทยา" เป็นที่แรกที่ไกด์จำเป็นพาไปตามคำเรียกร้อง จากนั้นก็ท่องเที่ยวไปด้วยกันตลอด 3 สัปดาห์ "เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด" น้องนุ้ยบอกอย่างนั้น
"วันที่ต้องโบกมือลา เศร้าที่สุด ตอนนั้นมั่นใจว่าเจอคนที่ใช่ เพราะเท่าที่คบกัน เราต่างจริงใจต่อกัน หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ไปเที่ยวที่เยอรมัน ไปพบคนในครอบครัวเขา ตอนแรกพ่อแม่เขาก็ตกใจว่ามาเที่ยวเมืองไทยไม่นาน ทำไมมีหญิงไทยตามไปหา โดยเฉพาะหญิงไทยเสียชื่อในเรื่องแบบนี้ ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองจนเขายอมรับ พอกลับไทยก็มาเตรียมเอกสารเพื่อกลับไปจดทะเบียนและอยู่ที่เยอรมัน" น้องนุ้ยเล่า
การเตรียมเอกสารที่ยุ่งยากมาก หลายขั้นตอน ประกอบกับไม่ค่อยชอบชีวิตในต่างแดน ที่ต่างกันมาก ต่างคนต่างอยู่ ทุกคนต้องดิ้นรน จึงได้พูดคุยกัน กระทั่งฝ่ายชายตัดสินใจมาอยู่เมืองไทย มาจดทะเบียนสมรสที่ประเทศไทยแทน
สงกรานต์ปี 2553 น้องนุ้ยพาว่าที่สามีมาพบแม่และครอบครัวที่ขอนแก่น ทุกคนเคารพการตัดสินใจครั้งนี้ หลังเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งคู่ก็กลับไปอยู่กรุงเทพฯ "มาร์คุส" เริ่มต้นเรียนเพื่อสอบเอาเอกสารการทำงานของชาวต่างชาติ สองเดือนก็มีใบประกอบอาชีพ สำหรับสอนภาษาต่างประเทศ บังเอิญเขารู้จักกับเพื่อนที่เป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน เจ้าของกิจการรีสอร์ทที่เกาะหมาก จ.ตราด และชักชวนให้มาร์คุสไปเป็นผู้จัดการ ส่วนน้องนุ้ยให้เป็นเลขาเจ้าของรีสอร์ท ทั้งคู่ตอบตกลงทันที
สถานที่ทำงานบรรยากาศดี วิวสวย อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 3 ชั่วโมงเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและพักอาศัยของคู่หนุ่มสาว แต่เมื่อน้องนุ้ยตั้งครรภ์ เกาะซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกล ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ทำให้ตัดสินใจกลับมาคลอดที่บ้านแม่ในจังหวัดขอนแก่น ตั้งใจว่าเมื่อแข็งแรงดีแล้วจะฝากลูกให้ยายเลี้ยง ส่วนตัวเองก็กลับไปทำงานที่เดิม
ไม่บ่อยครั้งนักที่มาร์คุสเห็นต่าง แต่ครั้งนี้เขาแย้งอย่างหนัก เขาบอกว่าชีวิตครอบครัวต้องอยู่กันพร้อมหน้า จะแยกแม่แยกลูกไม่ได้ สุดท้ายทั้งคู่ก็มาใช้ชีวิตที่ขอนแก่น ในบ้านหลังเล็กที่แม่ยกให้
ปัจจุบัน "มาร์คุส" เป็นอาจารย์สอนภาษาเยอรมันที่โรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งในตัวเมืองขอนแก่น เป็นขวัญใจของลูกศิษย์อย่างมาก ส่วนน้องนุ้ยทำหน้าที่แม่บ้าน คอยเลี้ยงดูน้องออดี้อย่างดี ทำให้เป็นเด็กอารมณ์ดียิ้มแย้มหัวเราะเสียงใส ฐานะครอบครัวพออยู่พอกินไม่หรูหรา แต่ร่ำรวยความสุข
"เป็นภรรยาคนต่างชาติต้องอดทนในสายตาคนมอง ตอนแรกก็อึดอัดแต่ตอนนี้ไม่เก็บมาคิด ครอบครัวหญิงไทยกับคนต่างชาติก็เป็นครอบครัวหนึ่งที่ประกอบไปด้วยความรักเหมือนทุกคู่นั่นแหละ ส่วนปัญหาในการใช้ชีวิตคู่ที่ต่างวัฒนธรรมก็มีบ้าง ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวและการกินอยู่ แต่ตอนนี้เขาปรับตัวได้แล้ว กินเผ็ดกว่าเราอีก" น้องนุ้ยกล่าวยิ้มๆ
"เสาวลักษ์ คงภัคพูน"



