ข่าว

แพ้แล้วก็อย่าเล่นปาหี่

แพ้แล้วก็อย่าเล่นปาหี่

06 ก.ค. 2554

หลังการพ่ายแพ้เลือกตั้งและ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ แล้วไม่รู้ว่า ภายในพรรคได้ทบทวนถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้กันแล้วหรือยัง

         เพราะในวันนี้กระแสภายในพรรคนั้นมีเพียงแต่ว่า เมื่อใดที่มีการประชุมพรรคแล้วโหวตเลือกผู้นำใหม่ บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ภายในพรรคต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะโหวตให้อภิสิทธิ์กลับมาอีกครั้ง

          ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด

          น่าประหลาดก็ตรงที่คนในพรรคเรียกว่า "แก๊งไอติม" นั่นแหละที่จะกลับมาทำงานเป็นวงล้อมอภิสิทธิ์อีกครั้ง

          คนในพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนเห็นว่า นอกจาก "กระแส" แล้ว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ ก็เพราะทีมงานของอภิสิทธิ์ ที่ยังไม่รอบด้าน ไม่ได้อ่านเกมคู่ต่อสู้อย่างถ่องแท้

          การคิดเกมของตนเองเพียงฝ่ายเดียว ทำให้แรงกระแทกในช่วงโค้งสุดท้ายส่งผลเฉพาะแต่เมืองหลวงเท่านั้น

          นั่นคือสาเหตุที่คนในพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า หากอภิสิทธิ์กลับมาอีกครั้ง ทีมงานต้องมีการปรับเปลี่ยน

          แม้แต่ตัวของอภิสิทธิ์เองก็ต้องปรับเปลี่ยน

          เพราะการเมืองแบบที่เคยเป็นมาของพรรคประชาธิปัตย์ที่สุดท้ายลุยดะมันทุกพื้นที่ทุกพรรค ส่งผลสะท้อนกลับมาถึงพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ กรณี บรรหาร ศิลปอาชา ที่เคยกระซิบบอกใครต่อใครในพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่า หลังยุบสภาให้นัดพรรคร่วมรัฐบาลกินข้าว

          แต่ก็ไม่เคยนัด จนพรรคร่วมรัฐบาลนัดตั้งวงกินกันเอง แล้ว "สุดจะบังเอิญ" ที่สุเทพพาลูกสาวไปกินข้าวที่โรงแรมเดียวกัน

          บรรหารต้องมาเหน็บแนมเอาในวันนี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรศัพท์ไปหา แต่ก่อนวันเลือกตั้ง อภิสิทธิ์กลับยกหูโทรไปคุย

          สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า บุคลิกของอภิสิทธิ์นั้น ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า "ไม่เอาใคร"

          จะว่าไปคนในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับการยอมรับก็ไม่ได้มีเพียงอภิสิทธิ์ แต่ยังมี สุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่ไม่ใช่แค่คนในพรรคแต่ระดับนานาชาติก็เชิดชูเสียด้วยซ้ำไป

          ยิ่งหากว่า ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา "ลำหักลำโค่น" ในการอภิปราย สุรินทร์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครในพรรคประชาธิปัตย์

          แต่กรณีสุรินทร์ยังมีปัญหาว่า ถ้าขึ้นมาแล้ว ใครจะอาสามาเป็นเลขาธิการพรรค เป็นแม่บ้านเป็นผู้จัดการรัฐบาลให้

          หรือหากจะเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กรณ์ จาติกวณิช, อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน

          ต่างก็ไม่มีมือไม้ไปทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างหัวหน้าพรรคกับลูกพรรค หรือระหว่างหัวหน้าพรรคกับแกนนำพรรคอื่นๆ

          ปัญหามันก็จะหนักกว่ายุคที่อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เพราะตอนนั้นยังมีสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น "แม่นมอมทุกข์"

          เช่นเดียวกับกรณีที่จะดึง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ กลับมาเป็นผู้นำ ก็ยังคงมีปัญหาในด้านการทำงานภายในพรรค ขณะที่งานนอกพรรคโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจนั้นไม่มีใครปฏิเสธ ดร.ศุภชัย

          ส่วน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่มีข่าวเช่นกันว่า พอจะมีลุ้นชิงเก้าอี้ ก็ปฏิเสธแบบนิ่มๆ ไปแล้วว่า จะให้กำลังใจอภิสิทธิ์กลับมาอีกครั้งมากกว่า

          แต่ในวันนี้ ไม่ว่าใครจะขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และจะได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะต้องฝ่าด่านที่ยากเย็นที่สุดกันทุกคน

          เพราะบทเรียนในการกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับพรรคพลังประชาชน แล้วเกิด "งูเห่าภาค 2" จนอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากการไม่ใช้ภาวะความเป็นผู้นำ

          "ภาวะผู้นำ" ที่ว่านี้ไม่ใช่แต่จะแสดงให้ประชาชนได้เห็นได้รับรู้ แต่ต้องทำให้เพื่อนพ้องที่มาร่วมรัฐบาลรู้สึกได้ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินไปข้างหน้า จะต้องสาวเท้าให้เป็นจังหวะเดียวกัน

          สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจกับพรรคประชาธิปัตย์มานานแล้ว

          อย่าว่าแต่พรรคชาติไทยพัฒนาเลย แม้แต่พรรคภูมิใจไทย ถ้าวันนี้ พรรคเพื่อไทยไม่ประกาศบอกกับประชาชนคนทั้งประเทศว่า ไม่เอาพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาล ป่านนี้โต๊ะกินข้าวที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ก็คงจะขยายที่นั่งมากกว่านี้ โต๊ะใหญ่กว่านี้

          ไม่มีประโยชน์หากว่าพรรคประชาธิปัตย์เดินไปในแนวทางที่ว่า แค่อภิสิทธิ์ลาออกพร้อมคณะ แต่สุดท้ายแล้วกลับมาใหม่ทั้งคณะ

          เพราะถ้าทำได้แค่นั้นนอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อพรรคแล้ว ชาวบ้านเขายังจะประณามว่า "ปาหี่"

 

ศรุติ ศรุตา