
"เรื่องนี้ต้องไปถามคุณทักษิณ"
ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเพื่อไทย ทำให้โอกาสที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่น่าสนใจว่า วันแรกที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งจะเป็นวันที่นับถอยหลังของยิ่งลักษณ์หรือไม่
อาจจะเป็นเพราะความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่นับแต่มีการเปิดตัวยิ่งลักษณ์เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ก็เป็นการเดินเข้าสู่ชายคาของ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย...เพียงแต่ครั้งนี้เป็นชายคาการเมือง ไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจอย่างเอไอเอส หรือเอสซี แอสเสท
การประกาศให้ยิ่งลักษณ์เป็น "โคลนนิ่ง" อาจส่งผลต่อคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง แต่เมื่อผ่านพ้นการหย่อนบัตรไปแล้ว การเป็น "โคลนนิ่ง" น่าจะส่งผลข้างเคียงให้แก่ยิ่งลักษณ์เสียมากกว่า
6 สัปดาห์ที่ยิ่งลักษณ์เดินสายหาเสียง เป็นการเดินตามรูปแบบ ตามแผนที่จัดวางเอาไว้ตามยุทธศาสตร์ที่มีทีมงานทำให้อย่างมีวินัย
แม้กระทั่งการปราศรัยครั้งสุดท้ายก็เหมือนจะมี "โพย" ให้เพื่อความถูกต้องในการสื่อไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
โดยที่มีพี่ชายคอยให้สัมภาษณ์กระตุ้นฐานเสียงช่วยอีกเป็นระยะๆ
แต่นั่นเป็นการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่การเข้ามาบริหารประเทศ
ถึงแม้จะต้องมีทีมงานที่ปรึกษาให้คำเสนอแนะ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่สุดท้ายแล้ว ยิ่งลักษณ์ก็จะค่อยๆ รับรู้ว่า การบริหารประเทศภายใต้การกำกับดูแลของพี่ชายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่น่าจะใช่ตัวเธอ
คำถามที่จะเกิดขึ้นในทุกช่วงเวลา จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ ที่บางครั้งยิ่งลักษณ์ก็คงจะตอบได้แค่คลุมเครือเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคณะกรรมการปรองดองที่สุดท้าย จะไปสิ้นสุดที่คำถามว่า จะทำอย่างไรให้พี่ชายของยิ่งลักษณ์ได้กลับบ้าน
แน่นอนว่า ลำพังข้อเสนอของคณะกรรมการปรองดองที่ว่านั้น คงจะไม่ถึงขั้นชี้ไปที่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หรือถึงจะชี้ไปทางนั้น ก็ต้องเป็นยิ่งลักษณ์เองอยู่ดี ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร
แล้วใครจะเชื่อว่า นั่นคือการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่อยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ หากว่าจะออกกฎหมาย หรือแก้รัฐธรรมนูญแล้วพี่ชายนายกรัฐมนตรีได้ประโยชน์ไปด้วย
ถึงยิ่งลักษณ์ไม่ทำ แต่ถามว่า พี่ชาย จะรอได้หรือ ?
ถึงแม้ว่าจะตั้งโพเดี้ยมหน้าบ้านหรู ที่ดูไบ แถลงยืนยันว่า จะไม่กลับมาเป็นนายกฯ อีก และไม่จำเป็นต้องกลับไทย แต่ก็ยังย้ำว่า หากบ้านเมืองยังไม่ปรองดองก็จะไม่กลับ
ความหมายของคำว่า "ปรองดอง" ของทักษิณ ก็ยังไม่ทำให้เปลี่ยนความคิดของคนอื่นๆ ที่รับรู้ว่า สุดยอดปรารถนาของทักษิณ ในเรื่องของความปรองดองนั้นคืออะไร
เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ยังชื่นชมว่า สงบเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้ง แล้วยังจะมี "เงื่อนไข" อะไรอีกที่จะขัดขวางการปรองดอง ถ้าหากว่าจะมองในแง่มุมของทักษิณ
สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนยิ่งลักษณ์ตลอดเวลา
นี่ยังไม่นับถึงการบริหารจัดการภายใน ที่คนเสื้อแดงก็เริ่มแสดงตัวชัดเจนแล้วว่า "อยาก" จะให้แกนนำเป็นเสนาบดีสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ตกรางวัลใหญ่เช็ดเหงื่อที่ไหลโทรมจากการจัดชุมนุมคนเสื้อแดงอันยาวนาน
ขณะเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ก็รู้ดีว่า มี "กระแส" ที่ไม่เอาแกนนำเสื้อแดงขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีอยู่รอบทิศ
ลำพังให้ติดปาร์ตี้ลิสต์ในลำดับที่เรียกว่า "ต้องได้" นั้น ก็ถูกตั้งคำถามไปหลายยกแล้ว...แต่นี่กำลังอัพเกรดให้ขึ้นเป็นรัฐมนตรี ปล่อยให้ "คำถาม" กลายเป็นเสียงนกเสียงกา ไม่ว่าระยะสั้น หรือระยะยาว แรงกดดันจะกลับมาหายิ่งลักษณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่าลืมว่า "กองทัพ" เป็นโจทก์ ฟ้องร้องแกนนำเสื้อแดงด้วยข้อหาอันแสนสาหัส "ล้มล้างสถาบัน" อยู่
อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ประกาศ "ขอ" ประชาชนทุกคนทุกฝ่ายแล้วว่า ให้ช่วยกันปกป้องสถาบัน
ถึงแม้จะรู้ว่า หากสุดๆ แล้ว "พี่ชาย" จะเคลียร์ได้หมดทุกก๊กทุกก๊วนในพรรค แต่ต้องไม่ลืมว่า คนที่เป็นหนังหน้าไฟกลับเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องเคลียร์กับคำถามรายวัน
ยิ่งลักษณ์คงไม่ตอบคำถามเพียงเพื่อให้จบว่า "เรื่องนี้ต้องไปถามคุณทักษิณ" กระมัง



