ข่าว

"ธาริต"ลั่นถูกย้ายง่ายกว่า"เป่าคดีทิ้ง"

"ธาริต"ลั่นถูกย้ายง่ายกว่า"เป่าคดีทิ้ง"

06 ก.ค. 2554

"ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดใจหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะดีเอสไอเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตามากที่สุด

          เนื่องจากคดีสำคัญหลายคดีมีความเกี่ยวโยงกับคนในรัฐบาลใหม่และสุดท้ายอาจทำให้ "ธาริต" ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความกดดัน

          เรื่องนี้ "ธาริต" เห็นว่า ในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำพร้อมและยินดีร่วมงานกับรัฐบาลใหม่ เพราะข้าราชการมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของฝ่ายบริหารต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องออกจากระบบ

           "ผมเหลืออายุราชการอีก 7 ปี ยังมีความสุขกับการทำงาน ไม่คิดจะลาออกไปเล่นการเมือง แต่ถ้าฝ่ายบริหารเห็นว่าผมไม่เหมาะสมจะสั่งย้ายก็พร้อมปฏิบัติตาม และไม่เสียใจ เคยถูกย้ายไปไกลสุดถึง จ.สตูล แต่อยากฝากว่าเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอมีความสำคัญมีผลกระทบต่อสังคมสูง และเพื่อให้องค์กรได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี ตำแหน่งอธิบดีควรมีภูมิต้านทานทางการเมืองสูง" อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

           "ธาริต" ได้เสนอแนวคิดต่อรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ให้พิจารณายกฐานะดีเอสไอขึ้นเป็นซูเปอร์กรม เทียบเท่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยหัวหน้าหน่วยของทั้ง 2 หน่วยงาน ให้ยกระดับเป็นซี 11 ซึ่งตำแหน่งของอธิบดีดีเอสไอควรเทียบเท่าซี 11 เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน การโยกย้ายทำไม่ได้ง่ายเหมือนการสั่งย้ายซี 10

           "ธาริต" ทำงานอยู่ดีเอสไอมา 1 ปี 9 เดือน ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ดี แต่ยอมรับว่าการทำงานในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเป็นงานที่ลำบาก มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องบริหารองค์กรและการเข้าไปรับผิดชอบคดีสำคัญกว่าจะผ่านช่วงเวลามาได้ยากมาก แต่ตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอมักจะจบลงด้วยการเปลี่ยนรัฐบาล ตนจะเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือนครึ่ง ซึ่งพอดีกับการโยกย้ายประจำปีในวันที่ 1ตุลาคม

           "ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลดีเอสไอถูกเปลี่ยนอธิบดีมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์, นายสุนัย มโนมัยอุดม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และมาถึงผม จึงอยากเสนอให้สร้างภูมิต้านทานให้แก่ดีเอสไอ" นายธาริต กล่าว

           ที่ผ่านมาดีเอสไอเหมือนเป็นหน่วยงานที่ถูกการเมืองใช้เป็นเครื่องมือมาโดยตลอด "ธาริต" กล่าวว่า มองได้ 2 มุม ดีเอสไอไม่สามารถทำคนไม่ผิดให้กลายเป็นผิด และที่ผ่านมาแทบไม่มีเลย สังคมไทยมีหลายฝ่ายคนไม่ชอบกันก็มักจะเอาใบเสร็จการกระทำความผิดมาให้ดีเอสไอจัดการฝ่ายที่ไม่ชอบ หากเรื่องมีมูลดีเอสไอต้องตรวจสอบ ถ้าทำอย่างนี้มองว่าเป็นเครื่องมือ ดีเอสไอก็ถูกใช้ทุกวัน เป็นเรื่องน่าคิด

           เมื่อถามว่าดีเอสไอเป็นเหมือนกรมต้องคำสาปหรือไม่ "ธาริต" กล่าวว่า อาจเป็นฤกษ์ในการก่อตั้งกรม ใช้ฤกษ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจผู้บริหารประเทศ จะเปรียบไปแล้วเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความร้อนพอๆ กัน แต่ตำรวจสร้างระบบเป็นเกราะป้องกันตัวเองพอสมควร มีคณะกรรมการชัดเจน ต่างจากอธิบดีดีเอสไอ จึงอยากบอกไปยังผู้ที่อยากมานั่งเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอว่า ดีเอสไอเป็นหน่วยงานสำคัญ การบริหารองค์กรต้องทุ่มเท งานที่ทำแต่ละชิ้นมีความยากลำบาก ต้องใช้ดุลพินิจสูง และต้องประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ต้องใช้ความรู้ความสามารถ การทำงานในตำแหน่งนี้เหนื่อยมาก ต้องเอาตัวให้รอดปลอดภัยจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองด้วย

           ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรัฐบาลใหม่ยังให้อยู่ในตำแหน่งต่อ ทิศทางการดำเนินคดีก่อการร้าย และคดีล้มสถาบันจะเป็นอย่างไร "ธาริต" กล่าวว่า คดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนกว่า 200 คดี มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง คดีเสื้อเหลืองตำรวจทำ คดีเสื้อแดงอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ และคนเสื้อแดงกว่า 95% ไม่เกี่ยวข้อง มีเพียงพวกฮาร์ดคอร์นิยมความรุนแรงประมาณ 5% เท่านั้นที่ทำผิดกฎหมาย รวมทั้งคดีล้มสถาบันที่เกี่ยวพันกับแกนนำนปช. รวมทั้งคดีล่าสุดที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ยื่นขอให้ตรวจสอบคดีซุกหุ้นของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ ซึ่งดีเอสไอต้องทำงานไปตามกรอบกฎหมาย การทำคดีมีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจ ดีเอสไอจะตัดสินคดีตามกระแสไม่ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องยากลำบากของกระบวนการปรองดอง

           หากเสนอให้อยู่ในตำแหน่งต่อแต่มีเงื่อนไขให้เป่าคดีหรือบรรเทาความรุนแรงลง "ธาริต" กล่าวว่า คงทำไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นถูกย้ายง่ายกว่าอยู่ต่อ เพราะมีกระบวนการทางสังคมตรวจสอบอยู่ ความถูกต้องของการปรองดองคือการเคารพกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมาย การปรองดองต้องไม่ใช่เวทีของการเช็กบิลหรือเข้ามาแก้แค้น แม้จะถูก นปช.กดดันให้ย้ายอธิบดีดีเอสไอ แต่ผู้มีอำนาจย้ายไม่ใช่นปช.หรือคนเสื้อแดง แต่เป็นครม.ชุดใหม่

          เมื่อถามว่าขณะนี้มีสัญญาณทางการเมืองว่าจะให้อยู่ต่อหรือโยกย้าย "ธาริต" กล่าวว่า ได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่หลายฝ่ายโทรศัพท์มาให้กำลังใจและให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เรื่องการข่มขู่ไม่มี โดยส่วนตัวมองว่าผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรมคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใครเข้ามาบริหารงานก็อยู่ยาก เพราะต้องเจอหลายเรื่อง ทั้งเรื่องแก้กฎหมายนิรโทษกรรมบ้านเลขที่ 111 และ 109  คดีล้มสถาบัน คดีก่อการร้าย และคดีที่ดินรัชดาฯ โดยเฉพาะเรื่องนิรโทษกรรม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมต้องรับผิดชอบโดยตรง หากไปแตะอาจเผชิญกับกระแสสังคมที่ออกมาต่อต้าน จึงเป็นเรื่องลำบาก


ปิยะนุช ทำนุเกษตรชัย