
เอสแอนด์พีชี้"การเมืองไทย"ยังเสี่ยง
เอสแอนด์พีมองไทยยังมีความเสี่ยงด้านการเมือง ชี้เป็นอุปสรรคต่อโอกาสในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ด้าน ธปท. ฝากรัฐบาลใหม่ดูแลฐานะการคลังให้มีความมั่นคงในระยะยาว รอดูนโยบายที่ชัดเจนก่อนประเมินเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ เอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำจากสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ระดับการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทย จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่การปรองดองอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้อาจเป็นเรื่องยาก ซึ่งฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จะให้ความสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของรัฐบาลชุดใหม่ของไทย รวมทั้งพัฒนาการทางด้านการเมือง หลังจากไทยเผชิญภาวะไร้เสถียรภาพและความไม่แน่นอนทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2549
ทั้งนี้ แม้ว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่มีแนวโน้มว่าภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการขยายตัวและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสถานะการคลังทั้งในระยะกลางและระยะยาว รวมทั้งทำให้การดำเนินโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานระยะยาว และการปฏิรูปการศึกษาทำได้ยากลำบาก ทั้งที่นโยบายเหล่านี้ มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลาง และการปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพ
"ในความเห็นของเรา ไทยยังมีความเสี่ยงทางด้านการเมืองอยู่ระดับหนึ่ง เพราะเรายังไม่แน่ใจถึงปฏิกิริยาจากกลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะมีต่อผลการเลือกตั้ง รวมถึงนโยบายของพรรค และการรับรองผลการเลือกตั้ง" นายทากาฮิระ โองาวะ นักวิเคราะห์จากเอสแอนด์พี กล่าว
ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยากให้รัฐบาลชุดใหม่เน้นดูแลเรื่องฐานะการคลังให้มีความมั่นคงในระยะยาว และดูแลโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศและภาคเอกชนได้ในอนาคต ส่วนนโยบายต่างๆ นั้น คงต้องรอดูความชัดเจนในการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ก่อน
“ต้องดูการบริหารจัดการเขาด้วย เพราะบางทีเขาอาจไม่ได้ทำอะไรทีเดียว ก็อยากรอให้มีการแถลงนโยบายที่ชัดเจนก่อน ว่าจะทำอะไรบ้าง แล้วเอาเงินมาจากไหน กระทบต่อฐานะการคลังระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร ซึ่งตอนนี้เขายังฟอร์มรัฐบาลกันอยู่” นายเมธีกล่าว
ด้าน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาค่อนข้างมากในตลาดหุ้นและตลาดการเงิน สาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับสถานการณ์ในต่างประเทศที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก



