
ตำรวจกับการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน(ตอนแรก)
ตายไม่ได้นะผมมีลูก 3 คน ชายหนุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์และลื่นไถลทำให้รถพลิกคว่ำพูดกับสารวัตรจราจรทันทีที่สารวัตรวิ่งไปอุ้มเขาขึ้นมาจากถนน สารวัตรจราจรเล่าว่า เขาเคยบอกกับลูกน้องว่า
“คอยดูตรงนี้ต้องเกิดอุบัติเหตุ” เนื่องจากสังเกตเห็นพื้นผิวถนนมีลักษณะเป็นลูกคลื่นและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ แต่เมื่อประสานงานโดยการทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาได้รับการตอบกลับว่าไม่มีงบประมาณ “ทุกอย่างก็จบ แล้วก็ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น”
เรื่องคนไทยตายกลางถนนนี้ถูกให้ความสำคัญต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้งในมุมมองของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าจะมีกลุ่มคนทำงานกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำให้เรื่องการเจ็บการตายบนถนน เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ แต่กลับพบว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คำถามที่สำคัญคือ กลุ่มคนทำงานดังกล่าวซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิกู้ภัยต่างๆ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ บริษัท ห้างร้าน และองค์กรเอกชนต่างๆ รวมไปถึงกลุ่มนักวิชาการ นักวิจัยต่างๆ นั้น ได้ทบทวนเป้าหมายและการดำเนินงานในประเด็นของการทำให้ประชาชนเกิดภาวะตื่นตัว เห็นความสำคัญและเรียกร้องในฐานะของผู้กระทำการ(Agency) ให้รัฐสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากน้อยเพียงใด หรือว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะแบบการทำงานแบบราชการกล่าวคือ รัฐและผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่เป็นคนคิด พิจารณาและตัดสินความเสี่ยงบนถนนและยัดเยียดมาตรการต่างๆ ให้ประชาชนและผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติตาม โดยเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนปลอดภัย
มุมมองเช่นนี้เป็นการจัดฐานะของประชาชนเป็นเพียงผู้รับคำสั่งเท่านั้น(Passive)ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะที่ประชาชนไม่ตื่นตัว ไม่สนใจ และไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องเรียกร้องสิทธิและร่วมสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้น ทั้งนี้การกระทำตามที่รัฐหรือผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าเป็นความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้นอย่างชั่วคราวเฉพาะในห้วงเวลาที่รัฐบังคับและหลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น นั่นหมายถึง ตำรวจจราจรจะต้องเฝ้าจุดเสี่ยง กวดขันและจับกุมผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงตามข้อหาที่ผู้เชี่ยวชาญระบุไว้อย่างเข้มแข็ง แม้กระทั่งตำรวจเองก็ได้รับคำสั่งเชิงบังคับจากหน่วยเหนือและหน่วยงานต่างๆ มาเช่นกันว่าต้องเรียกตรวจให้มาก ต้องกวดขันการจับกุมอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง แต่อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดในการบริหารจัดการทั้งเรื่องทรัพยากรบุคคลและงบประมาณทำให้ตำรวจไม่สามารถทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าจุด (โดยมีอำนาจมากกว่ายามทั่วไป กล่าวคือมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายด้วย) ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้วงเวลาหัวค่ำและกลางคืน ซึ่งผลการสำรวจของนักวิชาการระบุว่าเกิดอุบัติเหตุมากกว่าห้วงเวลากลางวัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายมีข้อจำกัดในประเด็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุจราจร และกลยุทธ์การมุ่งเน้นเพียงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างวินัยจราจรนั้นยังมีพลังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นความสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้ขับขี่รถอย่างปลอดภัย
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่คณะทำงานต้องตอบคือ ทำไมคนไทยจึงไม่ให้ความสำคัญต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ไม่มีการร่วมกันเรียกร้องให้รัฐสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างแข็งขัน
“ถ้าเขาขี่รถมาบนถนนที่เป็นลูกคลื่นอย่างนี้แล้วลื่นล้ม รถไถลไปชนรถเบนซ์ เขาจะถูกตำรวจระบุว่าขับขี่รถประมาท ต้องเป็นฝ่ายชดใช้ และถ้าเขาบาดเจ็บหรือเสียชีวิตด้วย ความสูญเสียจะมหาศาลขนาดไหน ครอบครัวของคนจนคนหนึ่งนี้ต้องรับภาระอะไรบ้าง” แต่กลับกัน “หากตำรวจสืบสวนอุบัติเหตุอย่างลึกซึ้งและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ก็มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิของตนเอง และระบุว่าความไม่สมบูรณ์ของพื้นผิวถนนและการไม่มีป้ายหรือสัญญาณเตือนแต่อย่างใดทำให้เกิดอุบัติเหตุเช่นนั้น ผมถามว่าฝ่ายที่รับผิดชอบต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่” สารวัตรจราจรตั้งคำถาม มิใช่เอะอะก็จะเพ่งโทษผู้ขับขี่ว่าขับรถประมาท เพราะตามหลักวิศวกรรมจราจรที่ดีนั้นความประมาทของผู้ขับขี่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ถูกนำไปใช้ในการออกแบบถนนเพื่อการป้องกันอุบัติเหตุไว้ด้วย ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยทางถนนจึงไม่ใช่เรื่องของตำรวจในการกวดขันจับกุมเพื่อสร้างวินัยจราจรของผู้ขับขี่เท่านั้น
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



