ข่าว

ม.ธบ.ชี้เหตุEXITโพลล์กทม.เพี้ยน

ม.ธบ.ชี้เหตุEXITโพลล์กทม.เพี้ยน

05 ก.ค. 2554

ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ วิเคราะห์เหตุ 'เอ็กซิทโพลล์' กทม.เพี้ยน ระบุ ปัจจัยจิตวิทยา-เศรษฐศาสตร์ ส่งผลต่อการเก็บข้อมูล

          ม.ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ (วิเคราะห์) ทำไมเอ็กซิทโพลล์ของกรุงเทพฯถึงเพี้ยน

           : เกียรติอนันต์  ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์

.................................

          ผลของเอ็กซิทโพลล์ที่ออกมาคราวนี้  มีความคลาดเคลื่อนสูงมาก  โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ  เอ็กซิทโพลล์ส่วนใหญ่ระบุว่า  พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส. เป็นตัวเลขหลักเดียว  จนทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า  เอ็กซิทโพลล์เชื่อถือได้แค่ไหน?  และคำถามที่ตามมาอีกก็คือ  ถ้าผลเอ็กซิทโพลล์  ซึ่งใช้คนเก็บจำนวนมาก  มีกลุ่มตัวอย่างเป็นหมื่นเป็นแสน ยังเพี้ยนได้ขนาดนี้  แล้วโพลล์เรื่องอื่นๆ  ที่กลุ่มตัวอย่างเล็กกว่านี้  คนเก็บน้อยกว่านี้  ยังจะเชื่อได้อีกหรือเปล่า? 

          โดยปกติแล้ว  ความคลาดเคลื่อนของผลนั้น  เกินขึ้นมาจากสองด้าน  คือ  ด้านผู้เก็บข้อมูล  หรือ  ผู้ทำโพลล์  และด้านผู้ให้ข้อมูล  หรือ  กลุ่มตัวอย่าง 

          ตามความเชื่อของคนทั่วไป  การทำโพลล์นั้น  กลุ่มตัวอย่างยิ่งมาก  ก็ยิ่งจะมีความแม่นยำ ในความเป็นจริง  ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว  ไม่เพียงพอ  การกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างก็มีความสำคัญเช่นกัน  กลุ่มตัวอย่างขนาด 500 คน  ที่มีการกระจายตัวดี  ย่อมให้ผลที่น่าเชื่อถือกว่ากลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน  แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม

          โจทย์ที่ผู้ทำโพลล์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลต้องตีให้แตก  คือ  จะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไหนที่จะทำให้กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรทั้งหมด  การสุ่มตัวอย่างที่ถูกต้อง  จึงต้องอิงอยู่กับหลักวิชาทางสถิติ  ซึ่งสถิติจะบอกเราว่า  การสุ่มตัวอย่างแต่ละวิธี  ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างเท่าไหร่  จึงจะเหมาะสม 

          สมมติฐานเบื้องหลังของทฤษฏีทางสถิติเหล่านี้  คือ  กลุ่มตัวอย่างทุกคน  มีแนวโน้มที่จะตอบ  หรือไม่ตอบคำถาม  ในระดับเดียวกัน 

          นั่นแสดงว่า  หากประชากรในกรุงเทพฯ 100 คน  ประกอบไปด้วยข้าราชการ 30 คน  พนักงานบริษัท  40 คน  พ่อค้าแม่ค้า 30 คน  การสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติ 100 คนเราควรจะได้ข้าราชการประมาณ 30 คน  พนักงานบริษัทประมาณ 40 คน  พ่อค้าแม่ค้าประมาณ 30 คน อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยก็ยังพอรับได้

          หากโอกาสที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 50 : 50 สำหรับคนทั้งสามกลุ่ม  ผลที่ออกมาจากการสำรวจก็จะสะท้อนความเห็นที่แท้จริงของประชากรในกรุงเทพฯ ได้ค่อนข้างดี

          แนวโน้มที่จะตอบคำถามนี่แหละ  ที่เป็นปัญหาในการทำโพลล์ช่วงก่อนเลือกตั้งและเอ็กซิทโพลล์คราวนี้  ซึ่งปัญหานี้ในทางสถิติเรียกว่าปัญหาการสุ่มตัวอย่างที่ผิดเพี้ยนซึ่งเกิดจากด้านผู้ให้ข้อมูล (Biased Introduced by Respondents)  ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาทางการเมืองและหลักเศรษฐศาสตร์

          ตามหลักจิตวิทยาทางการเมือง   คนกล้าแสดงออกทางการเมือง  มีสามกลุ่มด้วยกัน 

          กลุ่มแรก  คือ  ผู้ที่ไม่เคยมีโอกาสได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล  รู้สึกว่าตัวเองเป็นชนชั้นสองของสังคม 

          กลุ่มที่สอง  คือ  ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะทางเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมือง  จนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาล  ไม่ว่าความเดือดร้อนนั้นจะเกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล  หรือเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ก็ตาม 

          กลุ่มที่สาม  คือ  กลุ่มที่ผิดหวังกับรัฐบาล  เพราะไม่สามารถทำงานได้ตามมาตฐานที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ 

          การเลือกตั้งครั้งไหนที่มีคนสามกลุ่มนี้มาก  แม้ว่าจะสุ่มตัวอย่างให้กระจายตัวถูกต้องตามหลักสถิติ  ความเพี้ยนก็ยังมีอยู่ดี  ยกตัวอย่างเช่น  ข้าราชการที่สุ่มมา 30 คน  อาจมีคนสามกลุ่มนี้รวมกันอยู่จำนวน 15 คน  หรือครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง  สมมติว่า  คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามเท่ากับ 80 : 20  นั่นแสดงว่า  ใน 15 คนของคนกลุ่มนี้  จะมีคนยินดีตอบคำถามของผู้สำรวจ 12 คน 

          ถ้าคนกลุ่มที่เหลืออีก 15 คน  มีแนวโน้มที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามเท่ากับ 50 : 50  แสดงว่า  ใน 15 คนของกลุ่มนี้จะมีคนยินดีตอบคำถามของผู้สำรวจจำนวน 8 คน 

          นั่นแสดงว่า  ใน 30 คนที่สุ่มมา  ถ้ามีคนตอบคำถาม 15 คน  จะมีคนที่มาจากกลุ่มผู้ที่กล้าตอบคำถามอยู่ถึงร้อยละ 60  หากพวกเขาคิดจะเลือกพรรคเดียวกัน  ผลสำรวจที่ออกมาก็จะเพี้ยนไปในทางพรรคที่พวกเขาจะเลือก

          จากการสำรวจของศูนย์ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์สามครั้งก่อนวันเลือกตั้ง  พบว่า  ผู้ที่มีแนวโน้มจะยังไม่ตัดสินใจ  หรือไม่ยินดีจะเปิดเผยข้อมูล  ส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาระดับ  ปริญญาตรีขึ้นไป  และเป็นกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง   ประกอบอาชีพข้าราชการ  พนักงานบริษัท  และผู้มีธุรกิจเป็นของตัวเองที่เป็นห้างร้าน 

          ตามหลักเศรษฐศาสตร์  คนกลุ่มนี้มีต้นทุนของเวลาสูง   โดยเฉพาะในวันเลือกตั้งที่ต้องไปเข้าคิวรอ  เพื่อลงคะแนน  ทำให้พวกเขารีบร้อนที่จะไปทำกิจกรรมอื่นต่อหลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้ว  จึงมีแนวโน้มที่จะไม่ตอบคำถามค่อนข้างสูง  ตรงข้ามกับกลุ่มที่กล้าแสดงออกทางการเมือง  ที่มีแนวโน้มจะให้ความร่วมมือมากกว่า  เมื่อเป็นเช่นนี้  ผลสำรวจเอ็กซิทโพลล์และโพลล์เลือกตั้งก่อนหน้านี้  จึงออกมาในทิศทางเดียวกัน

          นอกจากนี้  ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ  ในวันเลือกตั้ง  ที่ส่งผลต่อการเก็บข้อมูลด้วย  เช่น  ผู้เก็บข้อมูลโดนหัวคะแนนของพรรคการเมืองข่มขู่  หรือไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูล  แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น

          ปัจจัยทางจิตวิทยาและปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์นี่เอง  เป็นผลให้โพลล์ที่ออกมาเพี้ยนไปจากผลจริง

          คำถามก็คือ เมื่อรู้ว่ามีความเพี้ยนแบบนี้เกิดขึ้น  ผู้ทำโพลล์มีวิธีในการลดความเพี้ยนนี้ได้หรือไม่
ในทางสถิติแล้ว  ปัญหานี้สามารถลดทอนลงได้ด้วยการถ่วงน้ำหนักข้อมูล  แต่ต้องรู้ลงไปในรายละเอียดว่า  คนแต่ละอาชีพ  ในแต่ละเขต  มีคนที่กล้าแสดงออกอยู่เป็นสัดส่วนร้อยละเท่าไหร่ของประชากรในเขตนั้น  ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ 

          เมื่อทางที่ดีที่สุดเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ตามหลักจรรยาบรรณทางวิชาการ  ผู้ทำโพลล์จะต้องบอกให้สังคมทราบว่า  โอกาสที่ผลโพลล์จะคลาดเคลื่อนนั้นมีอยู่เท่าไหร่  และในกรณีนี้  หากผู้ทำโพลล์จะฟันธง  ก็ต้องบอกให้สังคมทราบว่า  เกณฑ์ที่ใช้คืออะไร  

          กรณีที่คะแนนที่ห่างกันระหว่างผู้ที่ได้คะแนนนำและผู้ที่ได้คะแนนเป็นอันดับสองยังอยู่ในช่วงความคลาดเคลื่อน  ผู้ทำโพลล์ก็ควรเตือนผู้อ่านด้วยว่า  ผลที่ออกมานั้น  เป็นเพียงการสำรวจ  ผลที่แท้จริงมีโอกาสแตกต่างไปจากนี้   และควรให้ภาพว่า  จะต่างกันได้สักแค่ไหน

          ในทางปฏิบัติ  ผู้ทำโพลล์เองก็คงลำบากใจที่จะรายงานผลแบบนี้  เพราะอาจไม่ได้รับความสนใจจากสื่อและสังคม  ก็เลยต้องรายงานแค่ผลสำรวจ  ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดได้สูงภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งและเอ็กซิทโพลล์คราวนี้

          ความผิดพลาดนี้เป็นบทเรียนที่ผู้ทำโพลล์ต้องนำมาพิจารณา  และหาทางออกร่วมกัน  ต้องร่วมกันให้ความรู้กับสังคมว่า  การ “เสพ”  โพลล์ที่ถูกต้องนั้น  ไม่ได้วัดกันที่ความแม่นยำอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน  จะดูแต่คะแนนอย่างเดียวไม่ได้  ต้องดูความคลาดเคลื่อนของการสำรวจประกอบไปด้วย

          โพลล์ของศูนย์ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ซึ่งทำการสำรวจก่อนเลือกตั้งยึดหลักการนี้ในการทำโพลล์เสมอมา  แม้ว่าผลการสำรวจจะระบุว่า  พรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนนำอยู่  เมื่อนำเอาสัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินมาพิจารณาควบคู่กับความคลาดเคลื่อนทางสถิติ  ก็จะพบว่า  พรรคประชาธิปัตย์ยังมีสิทธิ์ได้ ส.ส. ในกรุงเทพฯ  เป็นเลขสองหลัก 

          นี่คือข้อความที่ยกมาจากผลการวิเคราะห์ในครั้งนั้น

          “...หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงส่วนนี้มาได้  โดยเฉพาะในเขตที่คะแนนต่างกันไม่เกิน 10%-15% จำนวน ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ อาจถึงเลขสองหลักก็ได้…”

(หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หน้า 2)

          ผลที่ออกมา  ปรากฏว่า  พรรคประชาธิปัตย์ได้ 23 ที่นั่ง  เป็นเลขสองหลัก  ตามที่ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์คาดไว้จริงๆ! 

...........................

***ผลเอ็กซิทโพลล์ของธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์มีความคลาดเคลื่อนจากผลการลงคะแนนจริง  โดยระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส. แค่ 6 ที่นั่งเท่านั้น***