ข่าว

เอกชนห่วงเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเอสเอ็มอีอ่วมแนะชะลอ

เอกชนห่วงเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเอสเอ็มอีอ่วมแนะชะลอ

05 ก.ค. 2554

ตลาดหุ้นไทยทะยานรับรัฐบาลใหม่ ดัชนีปิดบวกกว่า 48 จุด มูลค่าซื้อขายพุ่ง 6.3 หมื่นล้านบาท มองการเมืองมีเสถียรภาพ ต่างชาติกว้านซื้อสุทธิกว่า 1 หมื่นล้าน ด้านเอกชนห่วงนโยบายปรับค่าจ้างเพิ่มภาระเอสเอ็มอี ไม่เห็นด้วยยกเลิกกองทุนน้ำมัน

 ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังรู้ผลการเลือกตั้งได้รัฐบาลที่มีเสียงเด็ดขาด ส่งผลให้รัฐบาลมีความมั่นคงและเสถียรภาพ และส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นกลับเข้ามาลงทุนกันอย่างคึกคัก โดยดัชนีราคาหุ้นดีดขึ้นทันทีเมื่อเปิดตลาดและปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปิดตลาดที่ระดับ 1,090.29 จุด เพิ่มขึ้น 48.80 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 63,110.36 ล้านบาท เป็นแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ 10,703.13 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 16,844.25 ล้านบาท

 นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในระยะสั้นเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวก อยู่ในภาวะขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งการประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว โดยขณะนี้นักลงทุนต่างชาติมีการติดต่อเพื่อขอข้อมูลทีมเศรษฐกิจ และนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย จากโบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมเป็นจำนวนมาก เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

 นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสายงานแรงงาน ระบุว่า เอกชนไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลที่จะปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ภายใน 3 เดือน เพราะผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันมีกำไรน้อยอยู่แล้ว และต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูง แม้ว่าจะมีการลดภาษีนิติบุคคล เพื่อลดภาระให้ผู้ประกอบการ

 นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ควรที่จะปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ ซึ่งมองว่าพรรคเพื่อไทยต้องเจอกับความท้าทายในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะต้องดูผลกระทบทั้งผู้ประกอบการและแรงงานไปพร้อมกัน โดยถ้าไม่สามารถดำเนินนโยบายให้ตรงกับความคาดหวังของแรงงานได้ อาจทำให้มีแรงงานบางส่วนผิดหวัง อาจทำให้บางส่วนออกมาประท้วงหรือนัดหยุดงาน

 ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการเชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายพลังงานที่จะยกเลิกกองทุนน้ำมันเพื่อลดราคาน้ำมันลงนั้น เห็นว่ากองทุนไม่ใช่สิ่งที่มีปัญหา แต่เป็นการนำเงินกองทุนไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง หากรัฐบาลยกเลิกกองทุนเลยก็จะไม่มีเงินที่จะนำมาอุดหนุนราคาแอลพีจี และเอ็นจีวี แม้หากยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงถึง 7.50 บาท เบนซิน 91 ลดลง 6 บาท แต่ข้อเสียก็จะทำให้ราคาแก๊สโซฮอล์ กับเบนซินธรรมดาไม่ต่างกันมาก ทำให้การส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ไม่ตรงไปตามเป้าหมาย