
สปิริตอภิสิทธิ์
การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้าการเลือกตั้ง นับเป็นบทพิสูจน์จิตวิญญาณความเป็นประชาธิปไตย ของคนที่เป็นหน่อเนื้อของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้อีกครั้งหนึ่ง
พรรคแพ้ คนแพ้ การยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไขของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแม่แบบสำหรับนักการเมืองรุ่นหลัง เป็นแบบฉบับที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง การเมืองกับการกีฬามีนัยสำคัญที่ไม่แตกต่างกัน ตรงที่เมื่อมีการแข่งขันกัน ก็แข่งอย่างเต็มที่ หากเมื่อผลออกมาอย่างใดแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ไม่กล่าวโทษสิ่งอื่นหรือตีโพยตีพาย ในขณะเดียวกันผู้ชนะก็ไม่ควรลิงโลดดีใจในชัยชนะ จนลืมไปว่า วันหนึ่งก็อาจจะพ่ายแพ้ได้
จิตวิญญาณประชาธิปไตยของพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เหนียวแน่น มั่นคงและต่อเนื่อง ทั้งก่อนหน้านี้ที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2548 หลังจากพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง ได้เพียง 96 ที่นั่ง “ถ้าผมพ่ายแพ้การเลือกตั้ง จะขอลาออก” เขาพูดไว้เช่นนั้นก่อนวันเลือกตั้ง เช่นเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวคำ “ส่วนที่ผมพูดตัวเลขของผมเพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่ากลับไปกลับมาหรือเปล่า ออกไม่ออก เมื่อวานนี้ มาถามผมว่า 170 เสียงลาออกหรือไม่ ผมก็บอกว่าสมมุติน้อยกว่า 170 ถ้าเกิดผมมาที่ 1 ผมจะไปออกได้อย่างไร แต่ถ้าพรรคถดถอยกว่าเดิมทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว ผมต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ผมไม่สามารถที่จะนำพาพรรคไปได้ ถ้าในสถานการณ์ทำให้พรรคถดถอยลงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว” และในที่สุดนายอภิสิทธิ์ ก็ยืนยันถ้อยคำด้วยการกระทำวันนี้
ในการเปิดแถลงข่าวที่นักการเมืองคนสำคัญในพรรคยังไม่รู้เมื่อวันจันทร์(4 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์อธิบายว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้นำพรรคลงสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ และเมื่อการเลือกตั้งออกมาโดยเฉพาะเมื่อเทียบเคียงกับปี 2550 พบว่าพรรคได้คะแนนเสียงน้อยลง ได้จำนวนที่นั่งน้อยลง จึงคิดว่า การเป็นผู้นำที่ดีขององค์กรต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นวันนี้ จึงได้ตัดสินใจที่จะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และก็เป็นหน้าที่ของพรรคซึ่งมีข้อบังคับและกระบวนการอย่างชัดเจนอยู่แล้วที่จะจัดให้มีการประชุมใหญ่ภายใน 90 วัน “ขอย้ำอีกครั้งว่าผมยังเดินหน้าในการทำงานให้ประชาชนต่อไป แต่เป็นเรื่องของสมาชิกพรรคที่จะได้มีโอกาสในการที่จะทบทวนแนวทางต่างๆ ของพรรคในช่วงที่ผ่านมาเพื่อที่จะได้เดินหน้าอย่างดีที่สุดสำหรับพรรค สำหรับบ้านเมือง สำหรับประเทศชาติ”
วันนี้ไม่ใช่วันของพรรคประชาธิปัตย์ ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจไม่มากพอที่จะทำงานต่อ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะทำหน้าที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ทรงพลานุภาพ และจะเป็นดุลถ่วงอำนาจฝ่ายบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองอื่นวูบวาบตามสถานการณ์ เนื่องเพราะยังไม่ได้ผ่านพัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่การก่อตัว แยกขั้ว จนกระทั่งพัฒนาเป็นสถาบัน แต่พรรคประชาธิปัตย์คือสถาบัน ที่มีวัฒนธรรมองค์กรมั่นคง แข็งแรง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นความหวังของประชาชนตลอดไป



