
"วิชา"ค้านนิรโทษกรรมแล้วประเทศเสียประโยชน์
วิชา มหาคุณ ไม่เห็นด้วยหากนิรโทษกรรมบุคคลที่มีโทษหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำประเทศเสียประโยชน์ ขณะที่ สัก กอแสงเรือง ชี้คดี คตส.ส่วนใหญ่เป็นคดีอาญา และศาลมีคำพิพากษาถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อดีตคตส.จี้อสส.ตั้งอัยการพิเศษพิจาร
นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ความเห็นกรณีมีการเสนอนิรโทษกรรมให้บุคคลที่มีโทษหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่า จะต้องดูรายละเอียดลึกลงไปว่า เป็นคดีด้านใด และว่าหากไม่มีเหตุการณ์รัฐประหาร คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ป.ป.ช.ก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่ดี ว่าการได้มาของเงินจากที่ใด เป็นไปตามปกติหรือไม่
นายวิชา กล่าวว่า ที่ผ่านมาคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) พิจารณา ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา แม้ว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายที่ใช้ก็เทียบเคียงกับกฎหมายของ ป.ป.ช. และขณะนี้หลายคดีก็อยู่ในกระบวนการศาลแล้ว
“การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดถึงการนิรโทษกรรม เข้าใจว่าเป็นคดีการเมือง ที่จะให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งได้กลับมาเล่นการเมืองมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากการนิรโทษกรรมเพื่อความสมานฉันท์ ต้องเป็นเรื่องที่ให้ได้รับความเป็นธรรม หรือสมานฉันท์ทางความคิดเห็นด้วย แต่ไม่ใช่สมานฉันท์ให้ประเทศเสียประโยชน์ หรือตกลงเรื่องผลประโยชน์ คงไม่ได้” นายวิชา กล่าว
ส่วนที่มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิก ป.ป.ช. นายวิชา กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหา ขึ้นอยู่กับรัฐสภาจะพิจารณาแก้กฎหมาย หากเห็นว่า ป.ป.ช.ทำงานไม่ถูกใจ
ด้านนายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. กล่าวว่า การทำงานของ คตส.ที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ตีความเรื่องกฎหมายเป็นบรรทัดฐานแล้ว และหลายคดีที่ คตส.ดำเนินการเรื่องถึงกระบวนการศาล พิจารณาจนได้ข้อยุติถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น จะมายกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงผลการพิจารณาคดีคงไม่ได้ และที่สำคัญคดีที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นคดีอาญา แม้จะนิรโทษกรรม แต่ความผิดทางคดีอาญา คงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
“อดีตกรรมการ คตส.คงไม่ทำเรื่องร้องขอคุ้มครองความปลอดภัย แม้ว่าจะมีข่าวว่าตกเป็นเป้าก็ตาม เพราะพ้นหน้าที่มานานแล้ว ไม่สามารถให้คุณให้โทษได้ หลายคดีอยู่ในการพิจารณาของศาล และการดำเนินการของ ป.ป.ช.แล้ว” นายสัก กล่าว
อดีตคตส.จี้อสส.ตั้งอัยการพิเศษพิจารณาคดีอาญา
ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทาราแกรนด์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม เปิดตัวเว็บไซด์ www.thaigoodgovernance.org มีจุดประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ในเรื่องธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน พร้อมจัดเสวนาเรื่อง “วันนี้ของ คตส. กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล” โดยมีนายสัก กอแสงเรือง อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา
นายสัก กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องมีการตั้งอัยการพิเศษขึ้นในการทำคดีเฉพาะ เพราะที่ผ่านมา คตส.เสียเวลากับสำนวนที่ไม่สมบูรณ์ไป 3-4 เดือน ไม่เช่นนั้นจะมีคดีจบอีกหลายคดี เหมือนอย่างกรณีของการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด CTX ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่คนในอัยการสูงสุดเป็นคณะกรรมการในบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ด้วย ดังนั้นสมควรหรือไม่ที่จะให้อัยการสูงสุดไปนั่งเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ เพราะหากบอร์ดมีการกระทำผิดเกิดขึ้นแล้วจะชี้มูลกันอย่างไร ลูกน้องที่เป็นอัยการจะกล้าสั่งคดีหรือไม่ นอกจากนี้เชื่อว่าในปี 2552 คดีร่ำรวยผิดปกติของพ.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคดีหวยบนดิน น่าจะตัดสินเสร็จได้ เนื่องจากศาลได้นัดไต่สวนแล้ว อย่างไรก็ตามแม้ตนจะเป็นอดีต คตส.แต่ก็ต้องอยู่ในข่ายต้องระวังตัวเป็นพิเศษหลังเกิดเหตุนายสนธิ ลิ้มทองกุล
นายวิชา กล่าวว่า การทำงานของ คตส.มีประสิทธิภาพ แต่น่าห่วงเพราะเป็นคณะทำงานแบบชั่วคราวไม่มีกฎหมายรองรับที่จะช่วยในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้เมื่อ ป.ป.ช. ต้องรับช่วงการทำงานต่อจาก คตส. ทำให้กรรมการ ป.ป.ช. รู้สึกเครียดเพราะคนตั้งความหวังในการดำเนินคดีของ คตส.ว่าต้องสัมฤทธิ์ผล นอกจากนี้การต่อสู้รุนแรงในกระบวนการทางการเมือง ทำให้ ป.ป.ช. ตกเป็นเป้าในการโจมตี ซึ่งตลอดชีวิตการทำงานถือว่าหนักที่สุดในชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า หากกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคน ไม่มีต้นทุนทางสังคมเพียงพอ คงทำงานอยู่ไม่ได้ และเสนอให้มีกฎหมายเพื่อดูแลข้าราชการที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการตรวจสอบ เพราะปัจจุบันหลายคนเมื่อให้ข้อมูลแล้วกลับถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม
นายวิชา กล่าวว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ในคดี คตส. เป็นไปอย่างล่าช้า เป็นเพราะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่าง คตส.ในการตรวจสอบเอกสาร โดยเฉพาะเรื่องของภาษี เพราะไม่มีกฎหมายรองรับไว้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน และต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการขอข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบก็ขึ้นกับกระบวนการทางการเมืองโดยแท้ จึงทำให้การทำงานต้องทำด้วยความระมัดระวังและมีวุฒิภาวะที่สูงมาก เดินเกมด้วยความระมัดระวังว่า จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะเดียวกันเอกสารที่ได้รับมาจาก คตส.มีเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาตรวจสอบมาก
นายเรืองไกร กล่าวว่า อยากเสนอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองที่เข้มข้นมากกว่านี้ เพราะกฎหมายปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายของการยื่นทรัพย์สินของนักการเมืองแล้ว แต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจนกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก แม้ว่าภายหลังการรัฐประหารได้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว กลับไม่พบเครื่องบินส่วนตัวเหมือนที่ ร.ท.หญิงสุนิสา เลิศภัควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ เขียนไว้หนังสือเล่มล่าสุดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเครื่องบินส่วนตัวในราคา 1,500 ล้านบาท บินไปประเทศอื่น ๆ ซึ่งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีทรัพย์สิน 600 ล้านบาท ขณะที่ภรรยามีทรัพย์สินกว่า 8,000 ล้านบาท แต่กลับไม่มีเครื่องบินส่วนตัวราคา 1,500 ล้านบาทอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน
ดังนั้น จึงอยากให้มีกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้นักการเมืองกอบโกยผลประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยอมรับว่าตนเองก็ตกเป็นเป้าในการลอบสังหารเช่นเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาถูกข่มขู่ในหลายรูปแบบหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งตนพยายามระวังตัวให้มากที่สุด
ศธ.จับมือ กกต.สอนความเป็นประชาธิปไตยในร.ร.
เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2552 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ กกต. จะร่วมกันทำโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โดยเบื้องต้นได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่จะต้องทำร่วมงานกัน ทั้งการให้ความรู้ทางวิชาการไปจนถึงแนวทางการปฏิบัติ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จะต้องเป็นหน่วยงานหลักของศธ.ร่วมกับกกต.จัดทำคู่มือประกอบการสอนในเรื่องนี้ให้ครูตั้งแต่ประถม-มัธยมศึกษา
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังได้ให้สพฐ.ช่วยคิดโครงการที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยในสถานศึกษา ว่าควรจะมีโครงการใดบ้างที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
“อย่างแรกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจกรอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สองให้ประชาธิปไตยอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของนักเรียน รวมถึงสร้างความเข้าใจในระบบการเลือกตั้งที่ถูกต้องและรู้สึกรังเกียจการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เป็นต้น อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ศธ.จะลงนามความร่วมมือกับกกต. เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าว และคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2552 นี้” นายจุรินทร์กล่าว
นศ.ไทยในออกซ์ฟอร์ด-โดเวอร์บรูกซ์ ขอยุติเหตุรุนแรง
กลุ่มนักศึกษาไทย ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและนักเรียนไทยในวิทยาลัยโดเวอร์บรูกซ์ ส่งผ่านสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและนักเรียนไทยในวิทยาลัยโดเวอร์บรูกซ์ มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมีความเห็นร่วมกันดังนี้ว่า
1.สนับสนุนให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง
2.ไม่สนับสนุนให้มีการใช้ถ้อยคำ หรือการกระทำใดๆ ในเชิงยั่วยุและส่อเสียดที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ความแตกแยก และอาจนำไปสู่ความรุนแรง
3.ขอให้ทุกฝ่ายเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และสนับสนุนให้มีการแสดงออกโดยไม่ขัดกับหลักในข้อ 1 และข้อ 2 รวมทั้งไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคต ทางกลุ่มฯ จึงมีข้อเรียกร้องต่อทุกฝ่าย ดังนี้
1.บังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
2.เรียกร้องให้ทหารและตำรวจปกิบัติตามหน้าที่ต่อทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา มิให้เกิดความลำเอียง
3.เรียกร้องให้สื่มวลชนเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาและรอบด้าน โดยเป็นไปตามจรรยาบรรณและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
4.เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย ชุมนุมโดยสันติ เคารพกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น
5.ควรเร่งให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง โดยเนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม
ท้ายที่สุด ทางกลุ่มฯขอวิงวองมิให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเอาจดหมายเปิดผนึกแบับนี้ไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและแตกแยกในสังคม อันขัดต่อเจตนารมณ์ของพวกเรา



