
ผุดตลาดกลางค้าข้าวสารสร้างอำนาจต่อรองให้โรงสี-ชาวนา
ตลาดกลางสินค้าเกษตร คือสถานที่นัดพบเพื่อการซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก เข้ามาทำการซื้อขายโดยตรงด้วยวิธีการตกลงราคา หรือประมูลราคากันอย่างเปิดเผย โดยล่าสุดกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
ได้สนับสนุนให้เกิดตลาดกลางประมูลข้าวสารจังหวัดนครสวรรค์ ที่ตลาดกลางท่าข้าวกำนันทรง ให้เป็นตลาดกลางข้าวสารนำร่องแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งยังมีเป้าหมายไปสู่การเป็นตลาดกลางข้าวของโลกในอนาคตอีกด้วย
วางเป้าหมายสู่ตลาดข้าวโลก
"ยรรยง พวงราช" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ที่เลือกให้เป็นตลาดกลางข้าวสารแห่งแรก และวางเป้าหมายที่จะยกระดับขึ้นเป็นตลาดกลางข้าวโลก เนื่องจาก จ.นครสวรรค์เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกคิดเป็น 25% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวของประเทศ มีผลผลิตรวมคิดเป็น 30% ของผลผลิตข้าวทั้งประเทศ ทั้งยังมีจำนวนโรงสีอยู่ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์และรอบนอกมากที่สุด
อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงการค้าจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง มีชัยภูมิที่เหมาะสม โดยท่าข้าวกำนันทรงนั้น เดิมเป็นศูนย์กลางการซื้อ-ขายข้าวเปลือกที่เป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว
"การส่งเสริมตลาดกลางข้าวสาร เพื่อให้เป็นกลไกการพัฒนาการค้าข้าวให้เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการซื้อ-ขายข้าวสารที่เปิดเผย สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และในอนาคตหากการประมูลข้าวมีปริมาณมากขึ้นและมีมูลค่ามากขึ้น ตลาดกลางแห่งนี้ก็จะสามารถดึงดูดผู้ซื้อและผู้ขายจากต่างประเทศให้เข้ามาประมูลซื้อขายข้าวสารกันในตลาดแห่งนี้ ก็จะทำให้เป็นศูนย์กลางในการค้าข้าวของโลกได้ในอนาคต" ยรรยงกล่าว
อย่างไรก็ตาม ระยะแรกจะเริ่มจากการเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในภูมิภาคอาเซียนที่ในอนาคตจะมีผลผลิตข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือผู้นำเข้าจากต่างประเทศในอาเซียนเข้ามาซื้อขายข้าวในตลาดกลางแห่งนี้กันมากขึ้น
เพิ่มอำนาจต่อรองโรงสี-ชาวนา
"วัชรี วิมุกตายน" อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ศูนย์กลางการซื้อขายข้าวสารด้วยระบบประมูล ที่มีความโปร่งใสและยุติธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในที่สุดจะทำให้ตลาดข้าวสารไทยมีแหล่งในการอ้างอิงราคา สำหรับระบบการซื้อขายจริง และระบบตลาดล่วงหน้าในอนาคตได้
"ตลาดกลางยังจะทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าข้าวสูงขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อผู้ผลิตข้าวถุงให้สามารลดต้นทุนในการผลิตข้าวถุงได้ เราจึงพยายามสร้างการแข่งขันที่เน้นความโปร่งใส เพื่อให้คนเข้ามาค้าขายข้าวในตลาดกลางให้มากขึ้น และตลาดกลางที่ท่าข้าวกำนันทรงนี้นับว่ามีการคมนาคมที่สะดวก จะช่วยให้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้ดี และประหยัดค่าขนส่ง" วัชรีกล่าว
โดยการเปิดประมูลข้าวสารที่ท่าข้าวกำนันทรง ปัจจุบันยังจัดให้มีขึ้นเพียงเดือนละ 1 ครั้ง หรือสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเท่านั้น แต่หากในอนาคตได้รับความนิยมมากขึ้นก็จะจัดให้มีการประมูลบ่อยครั้งขึ้น และจากการจัดประมูลข้าวสารมาจนถึงปัจจุบัน มีขึ้นรวม 4 ครั้ง แต่ละครั้งปริมาณการซื้อขายเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ครั้งล่าสุดมีผู้ขายนำข้าวสารมาขาย 42 ราย 74 ตัวอย่าง ปริมาณ 24,100 ตัน มีผู้เข้าร่วมประมูล 16 ราย ประมูลได้รวม 12,362 ตัน คิดเป็นมูลค่า 195.88 ล้านบาท
"ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาการซื้อขายมีมากขึ้นถือว่าเห็นผลแล้ว แม้จะเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว และเชื่อว่าในช่วงต้นฤดูผลผลิตข้าวนาปีที่จะเริ่มปลายปีนี้ น่าจะมีผู้ค้านำข้าวสารมาร่วมออกประมูลขายกันมากขึ้นหลายหมื่นตัน และหากตลาดกลางข้าวที่ท่าข้าวกำนันทรงประสบความสำเร็จ ก็จะมีแผนในการขยายตลาดกลางไปยังพื้นที่อื่นๆ อีก เช่น นครราชสีมา และสุพรรณบุรี เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในแต่ละภูมิภาคต่อไป" วัชรีกล่าวและว่า โรงสีจะได้มีอำนาจต่อรองกับผู้ส่งออกมากขึ้น และไปกดราคาข้าวจากชาวนาน้อยลง เพราะจะมีทางเลือกในการจำหน่ายข้าวมากขึ้น
ช่วยลดค่าขนส่ง-เห็นสินค้าทันที
ด้าน "สุเมธ เหล่าโมราพร" ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด แสดงความเห็นว่าปัจจุบันการซื้อขายข้าวมีลักษณะการขายตรงให้แก่ผู้ส่งออกอยู่แล้ว โดยมี "หยง" เป็นนายหน้า ดังนั้นการเปิดตลาดกลางข้าวสารจะประสบความสำเร็จได้จะต้องตอบโจทย์ให้แก่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้ว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์อย่างไร ส่วนชาวนาจะได้รับประโยชน์ในทางอ้อมอีกที นอกจากนี้ ระบบการซื้อขายจะต้องเป็นธรรม เพราะการซื้อขายในตลาดกลางก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดกลางข้าวสารมีข้อดีที่ว่า มีข้าวชนิดพิเศษจากที่ต่างๆ เข้ามาขาย เพราะข้าวชนิดพิเศษเหล่านี้ค่อนข้างหาซื้อยาก และการมาที่ตลาดกลางจะได้เห็นตัวอย่างของสินค้าข้าวได้ทันที
"ชาญชัย รักษ์ธนานนท์" นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เห็นว่า ตลาดกลางข้าวจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีองค์ประกอบที่พร้อม ทั้งโรงงานปรับปรุง มีการคมนาคมสะดวก เช่น รถไฟ จะทำให้สามารถบริหารด้านโลจิสติกส์ได้ดี เช่น การขนส่งทางรถ ราคาค่าขนส่งจะอยู่ในเกณฑ์ 6,000-7,000 บาท แต่รถไฟจะประหยัดกว่าค่าขนส่งจะอยู่ในเกณฑ์ 2,000-3,000 บาท ทำให้สามารถประหยัดด้านค่าขนส่งไปได้มาก
"การคมนาคมสะดวกจะเป็นจุดที่น่าสนใจ ที่สำคัญเราไม่ต้องไปแออัดอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ทำให้ถนนหนทางพังเนื่องจากจากน้ำหนักรถที่มาก อีกทั้งสามารถประหยัดค่าขนส่งอย่างเดียวไปได้ถึง 50% เพราะรถไฟสามารถขนส่งได้ในปริมาณที่มากกว่า ที่สำคัญเมื่อหักทอนค่าใช้จ่ายให้น้อยลงได้แล้ว ก็จะเหลือเป็นค่าข้าวเปลือกได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ทุกอย่างจะต้องบริหารต้นทุนให้ได้"
อย่างไรก็ตาม ตลาดกลางยังไม่ได้รับความนิยมนัก เพราะมีข้อจำกัดเรื่องระบบการเงิน จึงต้องการเสนอให้รัฐบาลเพิ่มการสนับสนุนวงเงินเครดิตในการซื้อขายแทนการใช้เงินสด รวมทั้งตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลการซื้อขาย หลังจากพบว่ามักจะมีการทิ้งสัญญาซื้อขาย เพราะข้าวที่จัดส่งไปไม่ตรงคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ หรือมีการกดราคาต่ำกว่าการซื้อขาย
ชาญชัยกล่าวด้วยว่า โคราช จะเป็นอีกแห่งที่เหมาะสมจัดตั้งเป็นตลาดกลางข้าวหอมมะลิโดยเฉพาะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดกลางที่ท่าข้าวกำนันทรงจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และทำอย่างไรที่จะลดค่าใช้จ่าย และลดขั้นตอน โดยตลาดกลางที่ท่าข้าวกำนันทรงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ปัจจัยที่จะประสบความสำเร็จได้ ก็คือการทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน โดยมีสิ่งล่อใจ โดยเฉพาะเรื่องต้นทุน หากตลาดกลางทำให้ต้นทุนการประกอบการแพงขึ้น การค้าขายก็ไม่เกิด ขณะที่หากอำนวยความสะดวกได้ ก็จะประหยัดค่าขนส่งได้อีกทางหนึ่ง
ชี้ทำให้เกิดราคาอ้างอิงข้าว
ขณะที่ "สมเกียรติ มรรคยาธร" นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย กล่าวว่า การจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งจะทำให้มีราคาอ้างอิงสำหรับราคาข้าวได้ในระดับหนึ่ง แต่ตนไม่แน่ใจนักในเรื่องสถานที่ ซึ่งมองว่าอาจจะมีความสะดวกสำหรับกลุ่มโรงสีที่เป็นผู้ขายในพื้นที่ แต่ปกติแล้วผู้ส่งออกและผู้ผลิตจะอยู่ตอนล่างลงอีกจาก จ.นครสวรรค์
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีตลาดกลางหลักๆ แต่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันเอง ซึ่งอาจจะมีความล่าช้าในการส่งตัวอย่าง แต่สำหรับที่ตลาดกลางจะได้เห็นตัวอย่างของสินค้าได้ทันที แต่คิดว่าหากจัดในพื้นที่ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยังมีพื้นที่ว่างอยู่ ตนคิดว่าน่าจะดีกว่านี้
อย่างไรก็ดี ตลาดกลางจะประสบความสำเร็จได้ คงจะต้องมีระบบมารองรับอย่างต่อเนื่อง และการจัดประมูลเดือนละ 1 ครั้งก็ดูจะไม่เพียงพอ ควรจะมีความต่อเนื่องเหมือนเช่นตลาดกลางสินค้ากุ้งที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งมีการซื้อขายทุกวันทำให้มีความคึกคักมาก แต่นั่นอาจเป็นเพราะตลาดกลางกุ้งอยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งผลิต สามารถขนย้ายสินค้าได้ทันที
ส่วนประเด็นในเรื่องนโยบายข้าว หากมีการนำระบบการรับจำนำกลับมาใช้อีกครั้ง จะมีผลกระทบกับตลาดกลางข้าวสารหรือไม่นั้น สมเกียรติกล่าวว่า ระบบการจำนำข้าว และตลาดกลางข้าวสารนั้นสามารถแยกกันได้ หากใช้กลยุทธ์การดูแลตลาดให้เป็นไปตามกลไก ซึ่งโครงการรับจำนำข้าว หรือการประกันรายได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ถ้าราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น ชาวนาก็ไม่นำข้าวไปเข้าโครงการรับจำนำ แต่ถ้ามีการชี้นำตลาดก็จะหมายถึงรัฐได้รวบเอาข้าวเข้าไปเองทั้งหมด ดังนั้นจึงควรต้องปล่อยไปตามกลไกในระดับหนึ่ง
อนัญชนา สาระคู



