
แนวคิดนักกฎหมายไทย:สิทธิปฏิเสธการรักษาช่วงสุดท้ายของชีวิต
เมื่อพูดถึงเรื่อง "ความตาย" สังคมไทยก็ไม่ต่างจากสังคมตะวันออกอื่นๆ เพราะประชาชนไม่ค่อยตื่นตัวในเรื่องสิทธิด้านต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิที่จะตาย ขณะที่สังคมฝรั่งอย่างสหรัฐอเมริกา กลับมีการต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิทธิขอตายเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว
ในอดีต เมื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ของสังคมตะวันตกพัฒนาจนทำให้การช่วยชีวิตมนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุด ถึงขนาดที่ทำให้การช่วยชีวิตกลายเป็นการเหนี่ยวรั้งชีวิต ชะลอการตายออกไปได้ในระยะเวลาที่ยาวนานเกินความจำเป็น จนกลายเป็นชีวิตทางชีววิทยาหรือที่รู้จักในสภาพผักถาวร ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตที่อยู่ในสภาวะไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด
กระทั่งแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แพร่หลายออกไป ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องขอใช้สิทธิที่จะตายผ่านอำนาจศาลในชาวตะวันตกมากขึ้น ซึ่งในหลายประเทศได้ออกกฎหมายรับรองสิทธิปฏิเสธการรักษาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้าเรียกว่า Living Will เพื่อเป็นการเคารพเจตนาของผู้ป่วยที่แสดงไว้ และผู้ที่ทำตามความประสงค์ไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานช่วยให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ.2553 ที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งรองรับสิทธิการปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมด้วยแนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบการวิชาชีพ เจ้าหน้าที่และสถานบริการสาธารณสุข ซึ่งทั้งหมดประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แนวคิดในการปฏิเสธการรักษาในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ยังไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เฉพาะกรณีผู้ป่วยหรือบุคลากรทางสาธารณสุข เพราะในหมู่นักกฎหมายเอง ความเข้าใจในเรื่องสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองรวมถึงสิทธิในการปฏิเสธการรักษา ดูเหมือนว่ายังมีน้อยมาก
วัดได้จากผลการวิจัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนได้ร่วมสำรวจแนวคิดของนักกฎหมายไทยเกี่ยวกับ ปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวโยงกับเรื่องการยุติการรักษาของแพทย์ตามความต้องการของผู้ป่วย 2 ครั้ง ในปี 2527 และ 2538 โดยสร้างแบบสอบถามส่งไปยังนักกฎหมายไทย ประกอบด้วย ตุลาการ พนักงานอัยการ ทนายความและนิติกร รวมทั้งอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
เมื่อนำผลคำตอบที่ได้มาวิเคราะห์ พบว่างานวิจัยเรื่องเดียวกันแต่มีระยะเวลาศึกษาห่างกันกว่า 10 ปี แนวคิดของนักกฎหมายไทยเกี่ยวกับการปฏิเสธการรักษาที่จะนำไปสู่การตายดี ดูจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าประมวลกฎหมายอาญาของไทยที่จะนำมาใช้การตีความกับกรณีดังกล่าว ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ณ ขณะนั้น โดยจากเดิมมองว่า แพทย์ที่ไม่ให้การรักษาผู้ป่วยตามความประสงค์ของผู้ป่วยเองแล้วผู้ป่วยตาย แพทย์มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นถึงร้อยละ 71.8 แต่ในช่วง 10 ปีให้หลัง นักกฎหมายไทยมีแนวโน้มยอมรับสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายเพิ่มมากขึ้น เพราะกรณีคำถามเดียวกัน มีผู้ลงความเห็นว่า แพทย์มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นลดลงเหลือเพียงร้อยละ 26.4
ดังนั้นแล้ว หากเราเข้าใจเรื่องการตายดีตามหลักของศาสนาพุทธ ที่มองว่าเจ้าของชีวิตมีสิทธิในชีวิตของตนเอง เราก็สามารถใช้สิทธิปฏิเสธการรักษาหรือปฏิเสธเทคโนโลยีบางอย่างเพื่อจะนำไปสู่การตายได้ โดยไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายใดๆ อีก และนักกฎหมายไทยควรยอมรับแนวคิดทางกฎหมายที่ได้วิวัฒนาการขึ้นในสังคมมาเป็นลำดับ จนปรากฏเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หากสนใจศึกษาตัวอย่างหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตฯ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.thailivingwill.in.th
ศาสตราจารย์นายแพทย์วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์



