
สื่อรับเงินนักการเมือง?
ประเทศไทยทั้งระบบ กำลังเคลื่อนเข้าสู่ห้วงประวัติศาสตร์สำคัญทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งที่ต้องฝากอนาคตไว้กับสองพรรคการเมืองใหญ่ ไม่ว่าประชาชนจะพึงพอใจหรือไม่ แต่การเปลี่ยนแปลงอำนาจ
จะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมไทยที่ผู้คนถูกแยกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างแน่นอน แม้กระทั่งสื่อมวลชนก็ถูกผลักให้เลือกข้าง หรือถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเครื่องมือรับใช้นักการเมือง หรือรับผลประโยชน์เป็นรายเดือนในการเสนอข่าวและภาพของพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปรากฏการณ์ Wim Rungwattanajinda ที่ส่งข้อความผ่าน [email protected] ว่ามีสื่อมวลชนสังกัด นสพ. และสถานีโทรทัศน์บางแห่งรับเงิน เพื่อนำเสนอข่าวน.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยในตำแหน่งที่สำคัญอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นเรื่องที่ต้องไต่สวนและให้ได้คำตอบชัดเจนว่านี่คือความเลวของนักการเมือง หรือการทรยศต่อวิชาชีพของสื่อมวลชนบางคน
ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.2541 ข้อ 4 หนังสือพิมพ์ต้องยึดถือข้อเท็จจริง ความถูกต้องแม่นยำ และความครบถ้วน ข้อ 5 หนังสือพิมพ์ต้องนำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะ ข้อ 6 หนังสือพิมพ์ต้องแสดงความพยายามในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ในขณะที่ข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ.2553 ข้อ 9 ต้องไม่รับอามิสสินจ้าง หรือผลประโยชน์ใดๆ เพื่อให้กระทำการ หรือไม่กระทำการใด อันจะขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ประชาชน ได้รับข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง รอบด้าน นี่เป็นทั้งศีล และเป็นอาชีวปฏิญาณของผู้อยู่ในอาชีพสื่อมวลชน
ถ้อยคำว่า อาชีวปฏิญาณ แปลว่า การปฏิญาณตนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะประกอบอาชีพตามธรรมเนียมที่วางไว้เป็นบรรทัดฐาน นั่นคือหลักการพูดความจริง ความจริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากสื่อตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุน ผู้มีอำนาจ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงเราอาจปฏิเสธได้ยากว่า สภาพความเป็นอุตสาหกรรมของสื่อ ทำให้เป้าหมายผลประกอบการที่ดีในบางกรณีอาจขัดแย้งกับบทบาทและการทำหน้าที่ในเชิงอุดมการณ์ ซึ่งในช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งนี้ เราอาจจะพบโฆษณาแฝง หรือโฆษณาเชิงบทความ ที่เรียกว่า Advertorial ของพรรคการเมืองปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ เพราะการโฆษณาในลักษณะนี้ ทำให้มีความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับการตีพิมพ์ในพื้นที่ข่าว แต่ก็เป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการที่จะต้องยืนหยัดในจุดยืนและเลือกการเสนอข่าวที่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ
ไม่ว่าปรากฏการณ์ Wim จะเกิดจากการจับแพะชนแกะ หรือความพยายามที่จะประกอบสร้างเรื่องราวเพื่อตบทรัพย์ของใครก็ตาม แต่ในส่วนข้อกล่าวหาของสื่อ ที่เป็นการละเมิดกฎจริยธรรมของสภาวิชาชีพทั้งสองอย่างชัดแจ้งก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ องค์กรอิสระในการควบคุมกันเองจะประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในวันอังคาร (5 ก.ค.) ซึ่งเป็นวาระการประชุมปกติที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใคร สังกัดองค์กรใหญ่ขนาดไหน ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมเดียวกัน จะต้องมีการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา โดยคนกลางซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และหากผลสอบสวนได้ข้อสรุปอย่างไร จะต้องประกาศต่อสาธารณะ



