ข่าว

ตั้งกลุ่มวิสาหกิจมะม่วงส่งออก 
เพิ่มรายได้เกษตรกรอ่าวน้อย

ตั้งกลุ่มวิสาหกิจมะม่วงส่งออก เพิ่มรายได้เกษตรกรอ่าวน้อย

23 เม.ย. 2552

เป็นที่ทราบกันดีว่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งที่ปลูกและส่งออกสับปะรดได้มากที่สุดในประเทศ แต่ปัจจุบันในเขตพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถผลิตผลไม้ชนิดอื่นส่งออกซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรเช่นกัน และผลไม้ที่ว่านั้นก็คือ "มะม่วง"

   พนม ซำเผือก ปราชญ์เกษตรบ้านพุหวาย เล่าว่า ย้อนกลับไปหลายปีก่อน บริเวณนี้เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้างไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง แต่เมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เข้ามาจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร โดยแบ่งให้ถือครองกรรมสิทธิ์รายละไม่เกิน 50 ไร่ จากจุดนี้เองทำให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกินเป็นหลักแหล่ง ชาวบ้านช่วยกันฟื้นฟูปรับสภาพพื้นที่เพื่อให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและหันมาปลูกพืชที่ตนเองถนัด เช่น มะม่วง สับปะรด เป็นต้น

  "พอได้รับแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์เกษตรประจำหมู่บ้าน ทำให้มีโอกาสได้ไปพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับปราชญ์เกษตรรายอื่นๆ  ครั้งหนึ่งผมไปประชุมเรื่องผลไม้ส่งออกที่ จ.จันทบุรี  พอกลับมาถึงเลยนำความรู้ที่ได้รับมาลองมาปรับใช้กับพื้นที่ของเรา ผลผลิตที่ได้นั้นดีเกินคาด ทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น พวกเราจึงมีความคิดอยากส่งมะม่วงไปขายในตลาดต่างประเทศบ้าง แต่เราไม่มีงบประมาณ"

   ปราชญ์คนเดิมเผยต่อว่า จากนั้นจึงรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นมา โดยไปของบประมาณจาก ส.ป.ก.ในด้านเงินทุนเพื่อจะขุดบ่อน้ำไว้ทำการเกษตร และขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อไว้ใช้สอยในเรื่องของการดูแลบำรุงรักษาพืช  ส.ป.ก.เองก็ช่วยเหลือและสนับสนุนเต็มที่โดยมีนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการฯ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว สหกรณ์เล็กๆ แห่งนี้ก็ได้ขยายใหญ่ขึ้นจนมาเป็น วิสาหกิจชุมชนมะม่วงอ่าวน้อย  ปัจจุบันมีนายสมจิตร อยู่พิทักษ์ เป็นประธานกลุ่ม และตนเองเป็นที่ปรึกษากลุ่ม

 พนมระบุอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 30 ราย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงกว่า 300 ไร่ มะม่วงที่ปลูกมีพันธุ์ฟ้าลั่น น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และที่ปลูกมากที่สุดคือน้ำดอกไม้สีทอง เพราะพันธุ์นี้เราส่งออกไปขายต่างประเทศ  ซึ่งตลาดหลักจะอยู่ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง ดังนั้นจึงต้องดูแลรักษาอย่างดี จะไม่ใช้สารเคมีเด็ดขาด  โดยเรายึดหลัก GAP (Good Agricultural Practice)

 "วิธีการที่ใช้คือ การห่อผล เพื่อเป็นการป้องกันแมลงมากัดกินผิวมะม่วง ส่วนถุงที่ใช้ห่อนั้นทำจากกระดาษที่ผ่านการฆ่าเชื่อแล้ว ราคาใบละ1.50-1.60 บาท เราจะห่อผลอยู่ประมาณ 45 วันโดยไม่เปิดดู น้ำหนักแต่ละลูกจะต้องไม่ต่ำกว่า 300 กรัม ถ้าน้อยกว่านั้นเราจะแยกไว้ขายในประเทศ ราคาส่งขายอยู่ที่ กก.ละ 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาล"

    ที่ปรึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนอ่าวน้อยกล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของการทำงาน  โดยระบุว่ามีหลายอย่าง ทั้งปัญหาด้านการเงินที่ใช้ลงทุน เพราะต้นทุนในการปลูกค่อนข้างสูงทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าดูแลรักษา และค่าจ้างคนงาน ส่วนปัญหาอีกด้านหนึ่งที่ยากจะแก้ไขนั่นคือเรื่องของฤดูกาลและสภาพอากาศ ยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าฝน ลมจะแรงมากทำให้ดอกเสียหายทั้งชุดและไม่สามารถติดผลได้  ทำให้ได้รับความเสียหายมาก

 "ที่สำคัญที่สุดเรื่องน้ำ เนื่องจากพื้นที่ของเราอยู่สูงทำให้น้ำที่จะนำมาใช้ในการเกษตรส่งมาไม่เพียงพอ ส่วนบ่อที่ขุดไว้ก็ไม่ลึกมากทำให้น้ำมีปริมาณน้อย กลุ่มของเราอยากให้ทางกรมชลประทานได้เข้ามารับผิดชอบและสนับสนุนเรื่องแหล่งน้ำให้มากกว่านี้ อยากให้มีการวางท่อส่งน้ำเพื่อจะได้มีน้ำใช้ตลอดเวลา และเพื่อให้วิสาหกิจชุมชนมะม่วงแห่งนี้ได้อยู่คู่กับชาวอ่าวน้อยตลอดไป" ปราชญ์พนมกล่าวทิ้งท้าย

"นพรัตน์ สุนทรสุข"