ข่าว

มั่นใจยุทธศาสตร์ป.ป.ช.5 ปีไทยดีขึ้นในสายตาโลก

มั่นใจยุทธศาสตร์ป.ป.ช.5 ปีไทยดีขึ้นในสายตาโลก

02 ก.ค. 2554

4 ยุทธศาสตร์ ป.ป.ช. ยุทธศาสตร์ที่ 1 ปลูกจิตสำนึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมและสร้างวินัยแก่ทุกภาคส่วน ยุทธศาสตร์ที่ 2 รวมพลังแผ่นดินป้องกันและปราบปรามการทุจริต

         ยุทธศาสตร์ป.ป.ช.ยุทธศาสตร์ที่ 3 เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่หน่วยงานต่อต้านการทุจริต
         ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างบุคลากรมืออาชีพป้องกันและปราบปรามการทุจริต

 

          แผนยุทธศาสตร์ ป้องกันการคอรัปชั่นในประเทศไทยของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปีหน้า 2555 นั้น กำลังดำเนินการอยู่อย่างเข้มข้น ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้การป้องกันการทุจริตให้มีประสิทธิภาพ การปราบปรามได้ผล กำหนดทิศทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ให้เป็น “มืออาชีพ” ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ป.ป.ช.ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในสร้าง “ความโปร่งใส” ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีความตื่นตัวและทิศทางในการทำงานร่วมกัน

 


          โดยส่วนตัวแล้วเชื่อมั่นว่า เมื่อครบแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แล้ว ภายใน 5 ปีนี้ ดัชนีความโปร่งใสของไทยในสายตาของนานาชาติและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศจะต้องดีขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ดัชนีคะแนนความโปร่งใส มากกว่า 3.5 ที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในปัจจุบันให้มากขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

 

          ขณะเดียวกัน อันดับของประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า มีอันดับของการคอรัปชั่นน้อย อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นกว่า อันดับที่ครองอยู่คือ ที่ 78 จาก 178 ประเทศที่จัดอันดับ ป.ป.ช.จึงตั้งเป้าหมายให้อันดับที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หมายถึงความโปร่งใสมากขึ้น ทุจริตน้อยลง ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

 


          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากของการเลือนอันดับการทุจริตของคนในประเทศนั้น “ฮ่องกงโมเดล” เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับไทยขณะนี้ มีการคอรัปชั่นมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แต่เมื่อมีการรณรงค์ร่วมกันแก้ไข ขณะนี้อันดับการคอรัปชั่นน้อยของฮ่องกงนั้น เลื่อนขึ้นมาติดดับ “ท็อปเท็น” โปร่งใสมากติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก 

 


          ขณะที่ไทยยังอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศที่ทุจริตมาก ปลายแถวของประเทศที่โปร่งใส
 นอกจากยุทธศาสตร์นี้แล้ว ทุกภาคส่วนยังร่วมมือกัน ภาครัฐและรัฐสภามีการแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.ให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็มีการปรับปรุงพัฒนาบุคลากรของ ป.ป.ช.ให้มีการปฏิบัติงานที่เข้มแข็ง

 

          4 ยุทธศาสตร์ ป.ป.ช.สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนในขณะนี้ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ ส่งเสริมปลูกจิตสำนึกให้สังคมไทยมีวินัย และยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม สร้างค่านิยม วินัย ความชื่อสัตย์ ส่งเสริมคนดี โดยมุ่งไปสู่การสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้มีทัศนคติยึดมั่นต่อความชื่อสัตย์ และทำความดี เป็นเรื่องหลัก

 


           ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 คือ กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ละประเภทให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น หมายความว่าต่อไปทุกหน่วยราชการต้องกำหนดมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติมีรัฐธรรมนูญรองรับแล้ว 

 

         มาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม ต้องมีกลไกการดำเนินงานเพื่อใช้บังคับอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการกำหนดขั้นตอนการลงโทษ ตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ ถือเป็นความผิดทางวินัยและกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางด้านการเมือง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามให้หน่วยงานอิสระอีกหน่วยหนึ่งคือผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภาคณะรัฐมนตรี หรือรายงานต่อสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และถ้าหากเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงจะต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือว่าเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
 

 

         2.ยุทธศาสตร์ สร้างพลังแผ่นดินในด้านการป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างพัฒนาเครือข่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างบูรณาการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ในทุกระดับในรูปขององค์กรทางวิชาการหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลายหรือในรูปแบบอื่น มีเครือข่ายการป้องกันระดับปฏิบัติงานให้มากขึ้น ตั้งแต่องค์กรระดับท้องถิ่น อบต. อบจ. และหน่วยงานราชการทุกระดับ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลางและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใจถึงแนวทาง ทิศทางการปฏิบัติหน้าที่ ให้ “โปร่งใส” ทั้งกฎหมายบังคับหรือการเสริมสร้างจิตใจ วินัย ซื่อสัตย์เป็นฐานในการทำงานพัฒนาเครือข่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างบูรณาการ

 

          3.ยุทธศาสตร์ สร้างความเข้มแข็งให้องค์กรตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระบวนการยุติธรรม มีการปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความเข้มแข็งในการทำงาน แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.ใหม่ ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 19 เมษายน 2554 เป็นต้นมา มีการช่วยเหลือผู้ที่ “แจ้งเบาะแส” และส่งเสริมคนดีมากขึ้น

 

          4.ยุทธศาสตร์สุดท้าย เน้นการสร้าง “บุคลากรมืออาชีพ” ในด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มากขึ้น รับมือกับความหลากหลายด้านการทุจริต ด้วยการจัดตั้งการให้ความรู้และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ เสริมความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ด้วยการตั้งสถาบันการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันและปราบปรามการทุจริต วิทยาลัยนักบริหารการป้องกันและปรามการทุจริต เปิดโอกาสให้นักบริหารระดับสูง ระดับกลาง และระดับต้น ให้ได้รับการอบรมทั้งภาครัฐและเอกชน เสริมสร้างเป็นเครือข่ายป้องกันการทุจริตร่วมกัน

 

          เจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช.ก็มีขีดความสามารถในการไต่สวนและแสวงหาพยานหลักฐานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นแบบมืออาชีพ

 

          "ความโปร่งใส” เครื่องมือสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จะเน้นมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการ “จัดซื้อจัดจ้าง” กฎหมายใหม่ออกมากำหนดให้ต้องประกาศให้ชัดเจน โปร่งใส มีการกำหนดที่มาที่ไปของราคากลางที่กำหนดขึ้น สามารถค้นหาและเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกฝ่าย ต้องแจ้งไว้ให้ชัดเจนในระบบอีเล็กทรอนิกส์ด้วย
 

 

         ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการร่วมภาคเอกชนกับภาครัฐ จะต้องยืนยันรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนต่อกรมสรรพากร เพื่อรู้รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้น ในงบดุลด้วย และเพื่อประโยชน์ในด้านภาษีอากร

 


          ที่สำคัญที่สุดก็คือ การคุ้มครองและให้รางวัลแก่คนสุจริต จะเพิ่มขึ้น คนดีจะได้รับการยกย่อง มากกว่าที่จะให้คนสุจริตถูกกลั่นแกล้ง รังแกข่มเหง กลายเป็นคนเสียเปรียบที่สุดในสังคม แล้วกลับไปยกย่องคนรวย และเชื่อว่า คนทุจริตเท่านั้น ที่อยู่รอดได้ในสังคมนี้

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ
ประธานป.ป.ช.
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)