
กินอยู่แบบ"พอเพียง"สร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคขึ้น เพื่อขับเคลื่อน ระบบสุขภาพ ชุมชน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน
ในแต่ละท้องถิ่น โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย หมอพื้นบ้านจากทั่วประเทศ ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ในหัวข้อ “มีภูมิปัญญา แต่ป่าหมดจะมีประโยชน์อะไร : รูปธรรมการอนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากป่า”
การจัดการและอนุรักษ์ป่าชุมชน ป่าทามท่าสว่าง ซึ่งอยู่บริเวณโดยรอบลำน้ำชีน้อย บนเนื้อที่ 1,000 ไร่ ของชาว ต.ท่าสว่าง จ.สุรินทร์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างในการจัดการปัญหาที่ถ่ายทอดไปสู่ชุมชนอื่นๆ ที่ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรในชุมชนตนเอง เพราะปัจจุบัน "ป่าทามท่าสว่าง" แห่งนี้ มีการจัดการเพื่อให้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล โดยมีสมาชิกอบต. ผู้ใหญ่บ้าน เยาวชน หมอพื้นบ้าน และชาวบ้าน ร่วมกันทำงาน จนเกิดเป็นคณะกรรมการป่าชุมชน มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชน
ย้อนกลับไปเมื่อ 50-60 ปี ชุมชนในพื้นที่ป่าทามท่าสว่างมีการทำสัมปทานไม้หมอนรถไฟ หรือชาวบ้านเรียกว่า “เอ๊าะลา” ทำให้ผืนป่า ซึ่งมีทั้งไม้ใหญ่ สมุนไพรจำนวนมากที่มีสารพัดสรรพคุณทางยา เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จากการถากถาง เข้าจับจองที่ทำมาหากิน
เมื่อป่าเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว คนในชุมชนก็เริ่มเห็นพ้องกันว่าต้องเปลี่ยนแปลง โดยมีพระครูพิพิธประชานาถ เป็นแกนกลางในการเรียกประชุมชาวบ้าน เพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
หัวใจสำคัญ ที่ทำให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้ คือ การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน พยายามทำความเข้าใจร่วมกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามีส่วนร่วม ทำให้คนส่วนใหญ่ในชุมชนเห็นด้วยกับแนวทางที่กำหนดขึ้นในการแก้ปัญหา ส่งผลให้ไม่มีการบุกรุกเข้าไปตัดไม้ ทำลายป่า ผืนป่าจึงเริ่มกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
เมื่อความสมบูรณ์เริ่มกลับมาก็เริ่มมีการสำรวจพันธุ์พืชในป่า ประเมินทรัพยากรหลากหลายทางชีวภาพ และยังได้รับการสนับสนุนจากการกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ในการดำเนินการศึกษาร่วมกับทีมวิจัยของบ้านโคกสวาย และศูนย์สมุนไพรตะบัลไพร ในประเด็นการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนของหมอพื้นบ้านและคนในชุมชน โดยใช้ฐานข้อมูลที่รวบรวมพันธุ์พืชในป่าไว้ให้เกิดประโยชน์ ที่ในปัจจุบันมีถึง 209 ชนิดทำให้ชาวบ้านยิ่งเห็นค่าของผืนป่ายิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบวชป่าเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งมีชาวบ้านในชุมชน และชุมชนข้างเคียงเข้าร่วม เพื่อขยายผลความรู้และฝั่งจิตสำนึก ให้หยั่งรากลึกในชาวบ้านส่งต่อจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง
ทำให้ชุมชนทั้งเห็นคุณประโยชน์และได้ใช้ประโยชน์จากผืนป่าที่เคยเสื่อมโทรม ที่ได้รับการอนุรักษ์ด้วยความร่วมมือ ร่วมใจของชาวบ้านเอง สิ่งที่ได้คือ อาหาร ยารักษาโรค ไม้ใช้สอย สัตว์น้ำ และสัตว์ป่า ส่งผลชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ตลอดทั้งปี เช่น เป็นแหล่งหาเห็ดป่า หาไข่มดแดง หาผักต่างๆ ทำถ่าน เก็บหน่อไม้ ทำฟืน หายาสมุนไพร เป็นแหล่งรวมปลาตามลำน้ำชีน้อย เป็นที่ขายผัก จากป่า อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสมุนไพร
เมื่อชุมชนได้เรียนรู้ รับรู้ถึงประโยชน์ร่วมกัน ก็มีการคืนข้อมูลสู่ชุมชน คือ การนำข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมไว้ มาทำให้เป็นชุดความรู้ท้องถิ่น ผ่านเวทีชุมชนในการเสนอและรับฟังข้อมูล ซึ่งยิ่งทำให้ชุมชนรู้สึกตระหนักถึงคุณค่า และเกิดความหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของตน ความร่วมมือจึงยิ่งแน่นเฟ้น และขยายจากชุมชนหนึ่งไปอีกหลายชุมชน เพราะทุกคนได้เห็นประจักษ์กับตาตัวเองแล้วว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนั้นมีประโยชน์มากมาย มากกว่าบุกล้างทำลายป่า ที่อาจจะเก็บกินได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
หากมีภูมิปัญญา แต่ป่าหมด ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร!!



