
ถ้าลูกพูดได้ก็จบ
อาการหมอมุก พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา ดีวันดีคืนส่อไปในทิศทางที่ดีแล้ว ยังจะช่วยคลายปมปริศนาว่าด้วยใครเป็นคนขับรถชนเธอด้วย
ถึงแม้วันนี้ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น นายทหารกองบัญชาการกองทัพไทย จะยืนยันมาตลอดว่า ตัวเขาเองนี่แหละเป็นคนขับรถชนหมอมุกในวันเกิดเหตุ ไม่ใช่ใครที่ไหน หรือใครบางคนที่ต้องคอยปกป้อง
แต่คำให้การบางประเด็นไม่สอดคล้องต้องกัน คือ เรื่องไม่ปะติดปะต่อ นำมาสู่การตั้งข้อสังเกตมากมายว่า ท้ายที่สุดแล้ว พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนขับจริงหรือไม่
สังคมมองเช่นนั้นและตำรวจเองก็คิดเห็นตรงกัน และตำรวจก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่า ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยเมื่อหมอมุกอาการดีขึ้นจนสามารถให้ปากคำได้
ให้ปากคำในฐานะผู้เสียหายที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด !?!
แม่หมอมุกถึงกับเอ่ยปาก “ถ้าลูกพูดได้ทุกอย่างก็จบ” และดูเหมือนว่าวันเวลาที่เฝ้ารอคอยกำลังมาถึงในเร็ววันนี้
สาเหตุที่ตำรวจยังไม่สรุปสำนวนก็มาจากสาเหตุนี้เหมือนกัน และอีกสาเหตุที่บิ๊กตำรวจออกมายืนยันจะทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มาจากเหตุผลนี้เช่นกัน
คือทุกอย่างจะคลี่คลายจากปากของหมอมุกนั่นเอง ถ้าด่วนสรุปแล้วผลออกมาเป็นตรงกันข้าม รังแต่จะเสียรังวัด ?!!
จริงๆ แล้วคดีนี้มี 2 ประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจและกลายเป็นสิ่งที่สังคมจับจ้อง หนึ่งจากเรื่องเล็กๆ ขยายกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
ตำรวจจะใช้คำว่าประมาทขับรถชนผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือจะเป็นพยายามฆ่าก็ต้องดูกันที่เจตนาและใช้ดุลพินิจตัดสิน
สองคือเมื่อฝ่ายหนึ่งรู้ว่าขับรถชนคนแล้ว ไฉนไม่เข้าช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม
เมื่อประกอบเข้ากับฝ่ายหนึ่งเป็นนายทหาร และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นแพทย์ทหาร เรื่องก็เลยไปกันใหญ่
สังคมไม่ได้ร้องหาจิตสำนึกจากวิชาชีพทหารมากกว่าอาชีพอื่นๆ แต่อย่างน้อยเมื่อตระหนักรู้ว่าทำผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด และแสดงความรับผิดชอบอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีต่อมนุษย์อีกคน
หรือเป็นเพราะจริงๆ แล้วมีใครอีกคนที่อยู่หลังพวงมาลัยรถเก๋งคันที่ชนหมอมุก และเป็นคนที่ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ต้องปกป้อง อีกไม่นานคงได้รู้กัน
เอ่อ คงไม่มากไปถ้าจะบอกว่า การทำคดีอย่างสุขุมของตำรวจครั้งนี้น่ายกย่อง เพราะปกติเป็นที่รู้กันว่า นายตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ทำงานรวดเร็วแค่ไหน ทว่าปากกลับเร็วยิ่งกว่า
แต่การสวมบทพระเอกมาดนุ่มครั้งนี้คงโกยใจแม่ยกกลับคืนมาได้อักโข (ฮา) !?!



