
ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องพร้อมใจกันไปเลือกตั้ง
โค้งสุดท้ายของการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จะเห็นได้ว่าแทบทุกพรรคก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามที่จะ ติดสินบน ประชาชนด้วยนโยบาย ประชานิยม ดังจะเห็นได้จากการสัญญาล่วงหน้าว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรียนฟรี, มีเงินสวัสดิการฟรี, มีรถเมล์-รถไฟให้ขึ้นฟรี, มีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ให้ใช้ในราคาถูก อะไรทำนองนี้ ซึ่งภาพรวมน่าผิดหวังมากครับ เพราะแทบไม่เห็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในเชิงโครงสร้างเลยครับ
การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่ให้สัญญากับประชาชน เป็นการติดสินบนและเสนอผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ข้อเท็จจริงแล้วโครงการผลาญเงินเพื่อซื้อใจ (เสียง) เหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว ดังที่ผมได้เคยเตือนสติหลายครั้งในเหตุการณ์ “วิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซ” ที่คนไทยควรจะศึกษาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐที่ผ่านโครงการ “ประชานิยม” ในรูปแบบสวัสดิการต่างๆ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้คนไทย จะได้ไม่กระทำผิดพลาดซ้ำ
ที่สำคัญไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาการคอรัปชั่นโกงกินกันในระบบได้อย่างไร เพราะ “ราก” แท้จริงของความขัดแย้งทางการเมืองคือ ปัญหาที่เกิดจากกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามามีอำนาจทางการเมือง และถึงแม้บุคลากรทางการเมืองจะถูกเว้นวรรคก็ยังมีระบบ “นอมินีเชิงอำนาจ” เป็น “ร่างทรง” ลงเลือกตั้ง โดยหวังจะเข้ามาเพื่อปูทางอันจะนำไปสู่การสร้างฐานอำนาจทางการเมืองก่อนแล้วค่อยใช้อำนาจนั้นเข้าไปจัดการแสวงหาผลประโยชน์ในบรรดาโครงการ “เมกะโปรเจกท์” ให้แก่กลุ่มของตนตลอดจนบรรดาวงศาคณาญาติและพวกพ้องและคนใกล้ชิด ทำให้เกิดวงจรของการคอรัปชั่นได้หยั่งลึกลงไปสู่นโยบายอย่างโจ่งแจ้ง
อีกทั้งยังต้องยอมรับว่าฝ่ายทหารเอง ซึ่งเป็น “สถาบัน” หลักอีก “สถาบัน” หนึ่งที่ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะย้อนยุคแบบ “ถอยหลังเข้าคลอง” คือหลังจากการปฏิวัติ พ.ศ.2549 ทหารที่เคยถอยกลับเข้ากรมกองไปพักใหญ่กลับออกมามีอำนาจแฝงในการกดดันทางการเมืองอย่างชัดเจนขึ้นอีกครั้ง โดยไม่ยึดโยงกับประโยชน์ของประชาชนดังเช่นเคย ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าบทบาทของทหารหลังการปฏิวัติ อาจนึกว่ามีความสำคัญแบบประเทศชาติขาดไม่ได้ จึงได้ฉวยโอกาสใช้อำนาจและหลุดลอยถอยห่างออกไปจากความต้องการของประชาชน อีกทั้งยังมองการเคลื่อนไหวของประชาชน ว่าเป็นเรื่องของการก่อความวุ่นวาย ซึ่งผมกลับมองว่าการชุมนุมเรียกร้องต่างๆ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่คนที่มีความคิดแตกต่างกันได้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา “ประชาธิปไตย” แบบไทยๆ ที่สังคม “ไทย” จะต้องเรียนรู้และประคองตัวให้ผ่านขั้นตอนนี้ให้ได้
จะว่ากันไปแล้วคงไม่มีใครคาดหวังอะไรมากนักจากผลของการเลือกตั้งที่กำลังจะออกมาในครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็น “รัฐบาลผสม” สังคม “ไทย” ก็จะยังคงสับสนวุ่นวายกันไปแบบนี้อีกสักพักใหญ่ ดังนั้น ผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็จะได้แค่เพียงการ “ประสานประโยชน์” หรือการเจรจาแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างกลุ่มไม่ว่าจะทุนเก่าหรือทุนใหม่ สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ท้ายที่สุดก็ยังลำบากตรากตรำกับชีวิตเหมือนเดิม
ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าผมหรือท่านจะเบื่อหน่ายการเมืองเพียงใดก็ตาม แต่วันที่ 3 กรกฎาคมนี้ อยากเชิญชวนให้เข้าคูหาเลือกตั้ง กลุ่มที่มีพรรคและคนที่ชื่นชอบอยู่ในใจแล้วก็สามารถตัดสินใจเลือกได้ทันที เพราะไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรคนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด ส่วนกลุ่มที่ลังเลหรือเบื่อหน่าย จึงอยากจะบอกคนกลุ่มนี้ “ต้องไม่นอนหลับทับสิทธิ์” เพราะถ้าไม่ไปใช้สิทธิ์ก็เท่ากับว่าสนับสนุนคนไม่ดีให้เข้ามายึดสภา ก่อนถึงวันเลือกตั้งยังพอมีเวลาที่จะศึกษาและเลือกสรรคนที่มาทำหน้าที่บริหารประเทศ และต้องไม่ลืมว่าในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ อนาคตประเทศไทยอยู่ในกำมือของท่านแล้ว ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็ต้องพร้อมใจกันไปเลือกตั้งครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



