
ดิ่งลงเหว
เห็นคุณภาพทางการศึกษาของประเทศขณะนี้แล้วรู้สึกเป็นห่วง ทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพ ไม่ทราบว่าอีก 5 ปี 10 ปีหรือ 20 ปีไปข้างหน้า ลูกหลานพลเมืองไทยจะเป็นเช่นไร เพราะการเข้ามาบริหารประเทศในทุกอณูของชีวิตเกี่ยวเนื่องกับแนวโน้มทางการเมืองเป็นหลัก ถึงแม้จะมีผู้ที่
แต่ความไม่มั่นคงทางการเมืองมีผลทำให้การศึกษาของประเทศขาดความมั่นคงไปด้วย ยิ่งในปัจจุบันเสียงร่ำลือที่กล่าวว่าการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ และคำว่าคอรัปชั่นมิได้ลดน้อยถอยลงจากสังคมการบริหารราชการเลย เมื่อนักการเมืองมีอำนาจมากกว่าข้าราชการประจำ ระบบการถ่วงดุลอำนาจไม่มีประสิทธิภาพ ข้าราชการและนักการเมืองจึงถูกมองว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่เกื้อกูลกันและกันเป็นอย่างดี ไม่มีคำตอบอย่างอื่นนอกจากจะหาความสำเร็จที่ริบหรี่ของระบบการบริหารจัดการประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ผ่านร้อนเลยฝนในเรื่องการศึกษามานับร้อยปี ไม่แตกต่างกับการศึกษาของชนกลุ่มน้อยในประเทศนี้มากนัก หากแต่เพียงว่าสังคมที่ภาคใต้ไม่ค่อยจะยอมให้การเปลี่ยนแปลงที่ขาดพื้นฐานของศาสนา โดยเฉพาะสังคมการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมและในพื้นที่นั้นจะมีการปกป้องรักษาฐานที่มั่นทางศาสนาให้มากและเข้มแข็งที่สุด ดังนั้นนักการศึกษาที่ใจเป็นธรรมจะต้องศึกษาว่าการถ่ายทอดศาสนาผ่านการใช้ภาษามลายูที่เขียนเป็นอักขระญาวี (อักขระในภาษาอาหรับ) เป็นหลักนั้นมิใช่เป็นเรื่องเล่นๆ ที่นักการเมืองหรือนักการศึกษาหรือนักวิจัยบางคนคิดจะ “ลองเสี่ยงสอนภาษามลายูโดยใช้ภาษาอื่นเช่นภาษาไทยเป็นภาษาเขียน” นอกจากมีเหตุผลที่รับได้ในบางกรณีเท่านั้น เพราะภาษามลายูอักขระญาวีเป็นเสมือนภาษาศาสนาไปเรียบร้อยไปแล้ว...ถามว่าใครจะเอาคอขึ้นเขียงในเรื่องศาสนาบ้าง นอกจากพวกคลั่งชาตินิยมสุดกู่เท่านั้น ?
เมื่อระบบปอเนาะดั้งเดิมที่เป็นฐานสำคัญในการเรียนการสอนศาสนาโดยใช้ภาษามลายูอักขระญาวี ถูกรัฐบาลในอดีตเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ?) เข้าใจว่าในสถาบันการศึกษาปอเนาะคือแหล่งบ่มเพาะและซ่องสุมกองกำลังของขบวนการกู้เอกราชปาตานีและการต่อต้านอำนาจรัฐ ปอเนาะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จนมีความก้าวหน้าในการบริหารจัดการอย่างก้าวหน้า และรัฐให้การสนับสนุนเงินงบประมาณมากพอกับการพัฒนาโรงเรียนเอกชนได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง จึงจะเห็นโรงเรียนประเภทนี้มีมากและสามารถสนองความต้องการด้านการศึกษาของมุสลิมอย่างมากมาย เหตุผลสำคัญประการหนึ่งเพราะในโรงเรียนประเภทนี้สามารถตอบคำถามเรื่องศาสนาที่สังคมผู้ปกครองต้องการได้มากที่สุด และเหตุผลกลับกันโรงเรียนรัฐบาลที่มีความพร้อมด้านการเงิน บุคลากร อาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมเสร็จ แต่ไม่ปรับหลักสูตรที่สามารถสนองความต้องการด้านศาสนาของมุสลิมเลย ผู้ปกครองมุสลิมมากกว่าร้อยละ 80 จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นหลัก
แต่มีคำถามมากมายต่อโรงเรียนประเภทนี้โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพทางการเรียนการสอน การบริหารจัดการ การเงินและงบประมาณที่ได้รับจากรัฐเป็นรายหัวนักเรียนต่อปีต่อคน ว่ามีคุณภาพและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบข้อกำหนดและเงื่อนไขที่รัฐมีนโยบายมากน้อยเพียงใด อย่างไร มีการตรวจสอบโดยฝ่ายที่รับผิดชอบและหรือองค์กรอิสระในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณจากรัฐที่มีคุณภาพอย่างจริงจังหรือไม่ อย่างไร มีการนิเทศติดตามประเมินผลเชิงวิชาการที่เชื่อถือได้ และนำเสนอในที่สาธารณะได้หรือไม่ อย่างไร ไม่อยากจะได้ยินหรือเห็นคล้อยที่บางคนมักพูดอยู่บ่อยๆ ว่า สถาบันการศึกษาประเภทนี้มันอ่อนไหวง่าย รัฐแตะต้องไม่ได้
ปรัชญาการศึกษาแบบปอเนาะดั้งเดิมหมองคล้ำด้วยธุรกิจการศึกษาในปัจจุบันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากรัฐและสังคมมุสลิมปล่อยปละละเลยเรื่องนี้เพราะธุระไม่ใช่หรือเพราะเป็นเรื่องของปัจเจกชน นั่นอาจจะหมายถึงความล้มเหลวของบุตรหลานและสังคมเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเป็นแน่
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
[email protected]



