ข่าว

วันเลือกตั้ง

วันเลือกตั้ง

01 ก.ค. 2554

เว้นอีกสองวัน ก็จะถึงวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ชาวไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องออกไปใช้สิทธิของตนในการเลือกคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ เพื่อไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านในสภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งนั้นเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเป็นการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญยิ่งในการรักษาและขับเคลื่อนประชาธิปไตยของเราทุกคนให้คงอยู่และก้าวเดินต่อไปข้างหน้า โดยไม่สูญหายหรือสะดุดหยุดลงกลางคัน แม้ว่าบางครั้งท่านอาจจะนึกเบื่อหน่ายต่อบทบาทของพรรคการเมืองหรือพฤติกรรมของนักการเมืองเพียงไรก็ตาม แต่การละเลยหรือเพิกเฉยในการใช้สิทธิเลือกตั้งก็ไม่ใช่วิถีที่จะทำให้การเมืองดีขึ้น ตรงกันข้ามกลับเป็นการเปิดช่องให้พรรคการเมืองและนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลายเริงร่า รวมทั้งอาจเป็นการสับรางให้รถไฟสายการเมืองขบวนอื่นแล่นเข้ามาในรางของประชาธิปไตยก็ได้

 จากวันแรกถึงวันสุดท้ายของการหาเสียง ท่านทั้งหลายคงได้รับทราบนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ โดยทั่วกันแล้วนะครับ อย่างไรก็ตามนโยบายของหลายๆ พรรคก็เป็นเพียงฉลากยาครอบจักรวาลที่โฆษณาสรรพคุณเกินความเป็นจริง และอีกหลายๆ พรรค ก็เป็นการขายความฝัน (ร้าย) ซึ่งจะก่ออันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเงินการคลังและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการเปิดประตูต้อนรับการเป็นหนี้ต่างประเทศ ภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น รวมไปถึงปัญหาด้านการส่งออก และปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาเป็นพรวน และที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดประกาศว่าจะนำแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นนโยบายของพรรค ทั้งๆ ที่บางพรรค สมัยที่เป็นรัฐบาลก็อ้างว่ารัฐบาลของตนยึดแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารประเทศ แต่ถึงเวลาหาเสียงกลับชูนโยบายอภิมหาประชานิยมเต็มรูปแบบ และสร้างนิสัยให้ประชาชนเพลิดเพลินอยู่กับการลด แลก แจก แถม อย่างสะบั้นหั่นแหลก จนละเลยต่อการดิ้นรนขวนขวายช่วยเพื่อเหลือตัวเอง

 ผมเห็นด้วยกับคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แห่งพรรครักประเทศไทย ที่ว่า นโยบายของพรรคการเมืองแทบทุกพรรค พูดถึงแต่เรื่องการจะใช้เงิน โดยไม่มีพรรคไหนพูดถึงเรื่องการหาเงิน ซึ่งลำพังแค่ที่พรรคต่างๆ โฆษณาว่าจะทำโน่นทำนี่ ก็มีผู้ประเมินไว้ว่าหากลงมือทำจริงๆ ก็คงจะต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนนับล้านล้านบาท ยังไม่รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกท์อื่นๆ อีกมากมาย ถึงตอนนั้นประเทศไทยก็คงจะมีสภาพล้มละลายหรือใกล้จะล้มละลายก็เป็นได้ แต่หากพรรคการเมืองเหล่านั้น บิดพลิ้วว่านโยบายต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงแค่แนวคิดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากประชาชน พรรคการเมืองนั้นๆ ก็โกหกหลอกลวงประชาชนมาตั้งแต่ต้น และไม่มีความจริงใจที่จะทำอะไรเพื่อประชาชนอย่างปากพูดแม้แต่น้อย ซึ่งผมก็หวังว่าถ้าคุณชูวิทย์เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ในคราวนี้ คุณชูวิทย์คงจะไม่หลงลืมคำพูดของตัวเองที่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและการใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล กับติดตามทวงถามคำสัญญาที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้ให้แก่ประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้ง

 แม้จะเป็นห่วงเรื่องการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินตามนโยบายอภิมหาประชานิยมอยู่มาก แต่ผมก็อยากจะเห็นการเมืองในบ้านเราหลังการเลือกตั้ง จบลงด้วยความเรียบร้อย แต่ละฝ่ายมีความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกามารยาท ไม่ใช่ประเภทเกมแพ้แต่คนไม่แพ้ หรือตุกติกพลิกล็อกแบบคนเหนือดวง

 และผมก็เชื่อว่าการเมืองที่ดำเนินไปตามครรลองคลองธรรม ภายใต้การมีส่วนร่วมและการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดของประชาชนนั้น เป็นวิถีทางที่เหมาะสมที่สุดของเมืองไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน