ข่าว

"คนพิการ"ต้องการ"ความเท่าเทียม"

"คนพิการ"ต้องการ"ความเท่าเทียม"

01 ก.ค. 2554

การเลือกตั้งในช่วง 2-3 ครั้งหลังที่ผ่านมา แต่ละพรรคจะเน้นนโยบาย "ประชานิยม" ชนิดไม่มีใครยอมใคร แต่สำหรับนโยบายเพื่อ "คนพิการ" กลับมีคนพูดถึงน้อยมาก ทั้งที่คนพิการก็เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์มีศรีเท่าเทียมกัน

 นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล พ่อที่มีลูกพิการทางสติปัญญา และนายกสมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า เด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนและช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าได้รับการ "กระตุ้น" ตั้งแต่เด็ก

แต่โรงเรียนเฉพาะทางยังมีน้อยอยู่มาก ซึ่งผู้ปกครองบางคนต้องขับรถมาไกลจาก จ.สระบุรี หรือลพบุรี เพื่อมาส่งลูกเรียนที่สถาบันราชานุกูลทุกวัน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมด้วย

นางวาสนา สำลีรัตน์ แม่ที่มีลูก "ออทิสติก" และอุปนายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) สะท้อนปัญหาของเด็กกลุ่มออทิสติกว่า ปัญหาสำคัญคือ การขาดสถานศึกษาที่เด็กอออทิสติกสามารถ "เรียนร่วม" กับเด็กทั่วไปได้

 วาสนา กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีการเปิดโอกาสให้เด็กออทิสติกสามารถเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้ แต่โรงเรียนก็ยังมีไม่ทั่วถึง ต้องขับรถไกลๆ เพื่อนำลูกไปเรียนโรงเรียนที่เปิดโอกาส ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมาก

 เธอจึงต้องการให้มีการตั้ง "ศูนย์เรียนร่วม" อย่างทั่วถึง เช่น 1 อำเภอ 1 โรงเรียนออทิสติก เป็นต้น เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีศักยภาพ สามารถพัฒนาได้

 น.ส.ผักกาด โพธิ์ศรี ผู้พิการทางขา สะท้อนปัญหาของเธอว่า ด้วยความพิการของเธอทำให้เรียนหนังสือได้แค่ชั้น ป.1 ไม่ถึงเทอมก็ต้องออกกลางคัน เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ทั้งในระหว่างเดินทาง และในโรงเรียน

 "ดิฉันต้องให้น้าแบกลงมาจากบ้านชั้น 3 เพื่อไปเรียนหนังสือ แต่ในโรงเรียนไม่มีทางลาด มีแต่บันได เวลาจะขึ้นเรียนหรือลงมาเข้าห้องน้ำก็ต้องเป็นภาระของครู ส่วนเวลาเรียนก็ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ต้องใช้แท็กซี่อย่างเดียว ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมาก จึงเรียนไม่จบป.1 ทำให้ขาดโอกาสในชีวิตไปมาก ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่า ที่ไปดูงานเมืองนอกมากมาย แต่ทำไมไม่เอามาใช้ที่บ้านเราบ้าง"

 ดร.ประกาย กิจธิคุณ ผู้พิการทางหู นักเศรษฐกร 8 สำนักเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ 4 แนวทางเพื่อให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือ 1.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ 2.เสริมสร้างทักษะทางสังคมให้คนพิการ 3.ส่งเสริมการศึกษาให้สูงที่สุด

4.เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ "ผู้พิการทางหู" โดยเฉพาะ โดย ดร.ประกายบอกว่า การแจก "เครื่องช่วยฟัง" ไม่ได้ทำให้ผู้พิการทางหูได้ยินทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มที่พิการแต่กำเนิด ซึ่งยังต้องพึ่ง "ภาษามือ" เป็นหลัก

 แต่ที่จะทำให้ผู้พิการทางหูสามารถได้ยินอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือ การ "ผ่าตัดประสาทหู" แต่อุปสรรคสำคัญ คือ ค่าผ่าตัดที่แพงมาก ราวๆ 1 ล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ช่วยพิจารณาจัดหางบประมาณให้ด้วย

 "ผู้พิการทางหู โดยเฉพาะผู้ที่พิการแต่กำเนิดอาจจะไม่สามารถพูดได้ก็จริง แต่ความสามารถของเขาก็ไม่ได้ต่างจากคนธรรมดา ขอเพียงโอกาส ความเข้าใจ และอุปกรณ์สนับสนุน พวกเขาก็จะทำประโยชน์ให้สังคมได้มากมาย" ดร.ประกาย กล่าว

 นายพีรพงศ์ จารุสาร ผู้พิการทางสายตา และเจ้าหน้าที่นิติกร สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เล่าถึงปัญหาเบื้องต้นที่เจอ คือ "ขึ้นรถเมล์ไม่ถูก" เพราะไม่มีเสียงบอก ซึ่งเดิมมีรถเมล์สายหนึ่งที่มีเสียงบอกสาย แต่ตอนหลังก็ปิดลำโพงไป โดยอ้างว่ารำคาญเสียง

 นี่คือปัญหาเล็กๆ ไม่นับปัญหาการไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพ ซึ่งเขาคิดว่า หากนักการเมืองยังไม่ใส่ใจคนพิการเช่นนี้...ไม่แน่ว่า สมัยหน้าเขาอาจตั้ง "พรรคคนพิการ" ขึ้นมา เพื่อผลักดันนโยบายเพื่อคนพิการกันเอง


อาคม ไชยศร